ดูบทความโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จากชื่อที่ไม่มีใครคิดว่าจะชนะ

โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จากชื่อที่ไม่มีใครคิดว่าจะชนะ

หมวดหมู่: สหรัฐอเมริกา

กรกฎาคม 2015 ชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เริ่มโดดเด่นเหนือผู้สมัครคนอื่นๆ ของพรรครีพับลิกัน ผลสำรวจความนิยมผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของ CNN/ORC พบว่า 2 ผู้สมัครที่ได้คะแนนเป็นเลข 2 หลักได้แก่ เจบ บุช (Jeb Bush) กับทรัมป์ ได้ร้อยละ 19 กับ 12

            กลางเดือนตุลาคม 2015 ผลสำรวจของ NBC News/ Wall Street Journal พบว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเป็นผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันที่ได้คะแนนนิยมสูงสุดของพรรค ได้ถึงร้อยละ 25 รองมาคือเบน คาร์สัน (Ben Carson) ได้ร้อยละ 22 มาร์โค รูบิโอ (Marco Rubio) ได้ร้อยละ 13 ส่วนเจบ บุช ได้เพียงร้อยละ 8

            จากกรกฎาคม 3 เดือนผ่านไป ทรัมป์กลายเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดของพรรค ส่วนเจบ บุชที่เคยเป็นตัวเต็งกลับไม่เป็นที่นิยม

            เมื่อการหยั่งเสียงประธานาธิบดีเบื้องต้น (Presidential primaries) หรือการหยั่งเสียงภายในพรรคดำเนินไประยะหนึ่ง เริ่มเห็นชัดว่าใครเป็นผู้นำตัวจริง ปรากฏว่าบุคคลสำคัญๆ ที่เตรียมการล่วงหน้ามาอย่างดี ต้องพ่ายให้กับทรัมป์ที่ไม่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน

            เป็นม้ามืดนอกสายตา

            ตลอดช่วงการหยั่งเสียง ทรัมป์ถูกนักวิชาการ คู่แข่งโจมตีอย่างดุเดือด สื่อนำเสนอเรื่องราวข้อเสียอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่อาจห้ามทรัมป์เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน กลายเป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่ผู้สมัครผู้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด เป็นผู้ได้รับความนิยมจากประชาชนสูงสุด

            การก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนพรรคเป็นที่สนใจของนักวิชาการ เพราะไม่คิดว่าจะมาได้ไกลถึงเพียงนี้ ไม่ว่าทรัมป์จะได้เป็นประธานาธิบดีหรือไม่ เรื่องราวของทรัมป์เป็นกรณีที่น่าศึกษา

            (บทความนี้เป็นตอนแรกของบทความชุด “ยุทธศาสตร์หาเสียงของทรัมป์”)

 

ยุทธศาสตร์หาเสียงของทรัมป์ :

            จากการศึกษา พบว่าแนวทางหาเสียงของทรัมป์ตั้งอยู่บนยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ ดังนี้

            ประการแรก "พูดตรงๆ พูดโดนใจ พูดให้แรงเข้าไว้"

            การ "พูดตรงๆ พูดโดนใจ พูดให้แรงเข้าไว้" คือพูดในเรื่องที่คนอเมริกันหลายคนเชื่ออยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมารัฐบาล นักการเมืองทั่วไป ไม่กล้าพูดตรงๆ เป็นการพูดทวนความคิดความเข้าใจที่อยู่ในใจคนฟังอยู่แล้ว

            คู่กับการพูดตรงๆ พูดโดนใจ คือ ใช้ถ้อยคำที่รุนแรง เป็นการขยายผลสิ่งที่พูด ให้รุนแรงเกินจริง คนฟังเข้าถึงใจอย่างรวดเร็ว มั่นคง

            เมื่อบวกกับบุคลิกภาพส่วนตัวของทรัมป์ จึงปรากฏเป็นภาพที่ทุกคนเห็น เช่น พูดจาขวานผ่าซาก ใช้คำพูดง่ายๆ ไม่ใช้ศัพท์สวยหรูของนักการเมือง พยายามแสดงให้เห็นว่าเป็นคนจริงใจมากกว่าเป็นสุภาพบุรุษจอมปลอม

            การพูดลักษณะนี้ไม่จำต้องสอดคล้องข้อเท็จจริง และอาจตั้งใจพูดโดยไม่คำนึงว่าถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริงหรือไม่

            Keith Larson กล่าวว่าแนวทางหาเสียงของทรัมป์ คือพูดในสิ่งที่คนอย่างฟังอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น เช่น พวกเม็กซิกันเลว (bad) พวกมุสลิมยิ่งกว่านั้น (worse)

            ในหลายประเด็นสำคัญ ทรัมป์พูดเหมือนคนไม่ยั้งคิด เช่น ขู่ว่าจะถอนตัวออกจากการพันธมิตรด้านความมั่นคงกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ซาอุดิอาระเบีย ขู่ถอนตัวออกจากสมาชิกนาโต หรือปล่อยให้นาโตล้มไปเลย

            ในด้านเศรษฐกิจก็เช่นกัน หากได้เป็นประธานาธิบดีอาจเสนอถอนตัวออกจากองค์การค้าโลก เรียกร้องให้บริษัท Walt Disney เลิกจ้างงานแรงงานอินเดียราคาถูก หันกลับมาจ้างแรงงานอเมริกัน จะมีมาตรการจัดการบริษัทที่จ้างแรงงานต่างด้าว เสนอยกเลิกวีซาของแรงงานอินเดีย

            ข้อเท็จจริงคือ เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่แรงงานสหรัฐฯ สูญเสียตำแหน่งงานแก่คนเม็กซิโก ชาวจีน และแรงงานต่างด้าวอื่นๆ ถ้าพูดในเชิงตัวสินค้า สินค้าหลายชนิดย้ายไปผลิตในประเทศอื่นๆ ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ลักษณะเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว เป็นไปตามกลไกเศรษฐกิจเสรี

            ก่อนหน้านี้หลายรัฐบาลพยายามแก้ไข รัฐบาลโอบามาพยายามแก้เช่นกัน ใช้หลักจูงใจให้บริษัทย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ ด้วยการจูงใจทางภาษี เงื่อนไขการลงทุน

 

            ในประเด็นเดียวกัน ทรัมป์พยายามดึงให้บริษัทอเมริกันย้ายฐานการผลิตกลับประเทศด้วยแนวทางที่รุนแรงกว่ามาก คิดใช้วิธีจำกัดสินค้านำเข้า ด้วยการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้า กีดกันแรงงานต่างด้าว ขับไล่แรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย หลายคนเป็นชาวเม็กซิโก คิดว่าด้วยแนวทางเหล่านี้ บริษัทอเมริกันจะต้องจ้างแรงงานอเมริกัน แม้ค่าแรง ต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้น

            นักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยเห็นแย้ง อธิบายว่าการที่บริษัทย้ายฐานการผลิตไปต่างแดนเป็นผลจากโลกาภิวัตน์ ชี้ว่าทรัมป์กำลังหันหลังให้หลักการค้าเสรี ขัดแย้งหลักเสรีนิยมที่อเมริกาประกาศว่ายึดมั่นเสมอมา อย่างไรก็ตาม ชาวอเมริกันหลายคนเห็นด้วยกับความคิดของทรัมป์

 

            การ "พูดตรงๆ พูดโดนใจ พูดให้แรงเข้าไว้" มักพูดโดยขาดรายละเอียด ไม่อธิบายรายละเอียดนโยบายว่าจะทำอย่างไร ทรัมป์ให้เหตุผลว่าหลายเรื่องที่พูดแบบไม่ชี้ชัด ขาดรายละเอียด เพราะตั้งใจให้ฝ่ายตรงข้ามคาดเดาไม่ได้ (unpredictability) ไม่ต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่ากำลังคิดอะไร การที่ต้องพูดสรุปชัดเจนเป็นปัญหาอย่างหนึ่งของประชาธิปไตย

            ยกตัวอย่าง ทรัมป์โจมตีรัฐบาลโอบามาว่าเป็นเหตุให้ผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS ก่อตัวและขยายตัวในอิรักกับซีเรีย เสนอว่าจะร่วมมือใกล้ชิดกับชาติสมาชิกนาโตอื่นๆ เพื่อช่วยกันกำจัดผู้ก่อการร้าย จะใช้ปฏิบัติการภาคพื้นดิน แต่จะใช้ทหารไม่มาก จะปิดกั้นเส้นทางการเงิน ปิดช่องทางการสื่อสารโซเชียลมีเดีย นักวิเคราะห์เห็นว่าแนวทางเหล่านี้ไม่ต่างจากรัฐบาลโอบามา เมื่อสอบถามขอรายละเอียดเพิ่มเติมว่าจะร่วมมือกับนาโตอย่างไร ทรัมป์ให้คำตอบว่า เป็นความลับ ไม่อาจเปิดเผยได้ เกรงว่าฝ่ายตรงข้ามจะรู้ตัว

            ความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตรจบลงตรงที่ต้องเจรจาใหม่ ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าเงื่อนไขการเจรจาเป็นอย่างไร ภายใต้การวิเคราะห์แบบทั่วไปไม่อาจประเมินว่าถ้ามีการเจรจาทบทวนจริงผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่การพูดเรื่องถอนตัว ปล่อยให้นาโต องค์การค้าโลกล้ม ให้ญี่ปุ่น เกาหลีใต้มีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง สามารถสร้างกระแสให้ทุกคนต้องสนใจที่ทรัมป์ ทั้งจากพวกที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย (ผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดในบทความ “ความจริงที่ซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตรของทรัมป์”)

            นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาให้ความเห็นต่างๆ นานา สื่อหลายสำนักเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง คงไม่ผิดถ้าจะสรุปว่าในหมู่ผู้สมัครทั้งหมด ทรัมป์คือคนที่โด่งดังที่สุด สื่อเสนอข่าวทรัมป์มากกว่าผู้สมัครทุกคน

            เป็นความสามารถพิเศษ ความเชี่ยวชาญของทรัมป์ที่กำลังเล่นกับสื่อ เล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของคน

 

            ประการที่ 2 กล่าวโทษรัฐบาลโอบามากับฮิลลารี

            การพยายามกล่าวโทษรัฐบาลโอบามากับฮิลลารีในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ (รัฐบาลโอบามาสมัยแรก) เป็นอีกแนวทางที่ทรัมป์ใช้เสมอ

            การกล่าวโทษรัฐบาลโอบามาเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด แกนนำพรรครีพับลิกันกล่าวโทษเรื่อยมา ทรัมป์เอ่ยภาพลบโดยยกกรณีตัวอย่างเรื่องสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ชี้ความผิดพลาดของรัฐบาลโอบามา พยายามโยงเข้าหาฮิลลารี เพื่อโยงภาพทั้งหมดว่าชาวอเมริกันไม่ควรเลือกพรรคเดโมแครทอีก ประเทศเสียหายมา 8 ปีแล้ว ถึงเวลาเลือกพรรครีพับลิกันซึ่งหมายถึงตัวเขา

            ทรัมป์กล่าวหาฮิลลารี คลินตันในฐานะผู้สมัครชิงตำแหน่งฝ่ายตรงข้ามว่า “บริษัทยักษ์ใหญ่ สื่อของชนชั้นนำ (elite media) และผู้บริจาครายใหญ่พากันต่อแถวอยู่เบื้องหลังการรณรงค์หาเสียง (ของฮิลลารี) เพราะพวกเขารู้ว่าเธอสามารถรักษาระบบขี้ฉ้อนี้ (rigged) พวกเขาโยนเงินให้เธอเพราะพวกเขาควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างของเธอ เธอจึงเป็นหุ่นเชิดของพวกเขา พวกเขาคอยชักใยอยู่” เป็นเหตุผลว่าทำไมนโยบายของฮิลลารีไม่แตกต่างจากเดิม และทำไม FBI กับอัยการสูงสุดไม่เล่นงานฮิลลารี กรณีใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวติดต่ออีเมลในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ แล้วพูดต่อว่าส่วนตนเข้ามาเพื่อนำความเปลี่ยนแปลงสู่ประเทศ

            บางครั้งทรัมป์พูดโจมตีอย่างไร้เหตุผล เช่น ทรัมป์รู้ว่าฮิลลารีจะไม่เอ่ยคำ “อิสลามหัวรุนแรง” (radical Islam) จึงนำประเด็นนี้มาตีความว่าฮิลลารีอ่อนแอ อันที่จริงแล้วจะเอ่ยคำดังกล่าวหรือไม่ ไม่น่าจะเป็นข้อสรุปว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้นำที่เข้มแข็งหรืออ่อนแอ

 

            ประการที่ 3 ต้านนักการเมือง แสดงตัวไม่ใช่นักการเมือง

            ยุทธศาสตร์หาเสียงของทรัมป์ คือสร้างความโดดเด่น ด้วยการทำให้แตกต่างจากนักการเมือง ผู้สมัครคนอื่นๆ ที่มีพื้นฐานเป็นนักการเมือง รวมทั้งแตกต่างจาก “พรรค” ของตัวเองด้วย

 

            เช่น จะไม่ดำเนินนโยบายแบบจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชที่ส่งทหารโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนสง ย้ำว่าเขาต่อต้านครามอิรัก สวนทางจุดยืนแกนนำพรรคหลายคน แต่ “ตรงใจ” ชาวอเมริกัน ทั้งพวกเดโมแครท และพวกรีพับลิกันที่ภายหลังหันกลับมาต่อต้านสงครามอิรัก

            ทรัมป์กล่าวว่า “เราจำต้องหยุดเชื่อพวกนักการเมือง เริ่มตั้งมั่นที่ประเทศอเมริกา ... เราพร้อมจะฝันสิ่งยิ่งใหญ่เพื่อประเทศของเราอีกครั้ง” ผลคือ พรรคแตกแยกรุนแรง เพราะมีทั้งพวกที่เห็นด้วยกับเห็นต่าง แกนนำพรรคหลายคนแสดงท่าทีต่อต้านทรัมป์ตรงไปตรงมา

            ด้วยความที่แนวนโยบายของทรัมป์ต่างจากพรรคหลายเรื่อง (ตามที่คนทั่วไปเข้าใจ) ช่วงหยั่งเสียงภายในพรรคและทรัมป์กำลังมาแรง เกิดข้อถกเถียงว่าหากทรัมป์ชนะการหยั่งเสียง พรรคจะตอบสนองอย่างไร บางคนคิดไปไกลว่าพรรคจะไม่ให้ทรัมป์เป็นตัวแทนพรรค

 

            สำหรับนักเลือกตั้งแล้ว ถ้าพิจารณาเป้าหมายช่วงการหยั่งเสียงประธานาธิบดีเบื้องต้น (Presidential primaries) หรือการหยั่งเสียงภายในพรรค คำตอบที่ผู้สมัครจะพูดตรงกันคือเอาชนะผู้สมัครคนอื่นๆ เป็นตัวแทนพรรคให้ได้

            นี่คือด่านสำคัญด่านแรกที่จะต้องฝ่าให้ได้ ก่อนเข้าแข่งกันกับตัวแทนพรรคฝ่ายตรงข้าม ถ้าคิดตามหลักความน่าจะเป็น (probaliby) อย่างง่ายๆ การเอาชนะขั้นหยั่งเสียง “ยากกว่า” การแข่งกับตัวแทนพรรคฝ่ายตรงข้าม เพราะหากได้เป็นตัวแทนพรรคจะมีโอกาสชนะ 50:50 แต่ในช่วงแข่งภายในพรรค ต้องแข่งกับผู้สมัครอื่นๆ กว่าโหล (16 คน) โอกาสจึงน้อยกว่ามาก

            เมื่อเริ่มหยั่งเสียง หลายคนมองว่าทรัมป์จะถอนตัวออกอย่างรวดเร็ว เพราะไม่ใช่นักการเมือง ไม่มีพื้นฐานเรื่องการเมือง ไม่น่าจะมีฐานเสียงสนับสนุน บางคนคิดว่าทรัมป์ลงสมัคร “เล่นๆ” เท่านั้น ไม่ได้จริงจังอะไร

            ต้องชื่นชมว่าตลอดช่วงหยั่งเสียง ทรัมป์เปลี่ยนจุดอ่อนเป็นจุดแข็ง และเป็นจุดแข็งที่ชาวอเมริกันต้องการ นั่นคือ ประกาศว่าตนไม่ใช่นักการเมือง จึงไม่ได้มาเล่นการเมือง แต่มาเพื่อสร้างอเมริกาให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

            จะเห็นว่ายุทธศาสตร์หาเสียงของทรัมป์คือชูความแตกต่าง แสดงให้สังคมเห็นว่าเขาแตกต่าง ในขณะที่ผู้แข่งขันคนอื่นๆ ไม่แตกต่างกัน

            ยุทธศาสตร์ “แสดงตัวไม่ใช่นักการเมือง” แบ่งแยกผู้สมัครทั้งหมดออกเป็น 2 กอง (เหลือ 2 ตัวเลือก) กองแรกคือนักการเมืองที่มีหลายคน กับกองที่ 2 คือพวกที่ไม่ใช่นักการเมือง ซึ่งหมายถึงทรัมป์เพียงคนเดียว

            ถ้ามองว่าผู้สมัครคือสินค้าที่วางขายในตลาด ยุทธศาสตร์นี้คือการแบ่งแยกสินค้าในตลาดทั้งหมดออกเป็น 2 กอง ถ้าผู้บริโภคสนใจกองนักการเมือง ต้องเข้าไปเลือกภายในกองนั้นอีก แต่ถ้าสนใจกองที่ไม่ใช่นักการเมือง มีสินค้าเพียงยี่ห้อเดียว ที่ชื่อ “ทรัมป์” อยู่ในกองนี้

            ข้อเท็จจริงคือมีประชาชนที่ชื่นชมผู้สมัครกองนักการเมือง นักการเมืองเหล่านี้มีผลงานโดดเด่นน่าประทับใจไม่มากก็น้อย บางคนมีแฟนคลับ มีแฟนพันธุ์แท้ อีกทั้งบางคนไม่ชอบทรัมป์ แต่คะแนนเหล่านี้กระจายตัวในผู้สมัครหลายคน ในขณะที่ประชาชนผู้เบื่อหน่ายนักการเมืองจะพุ่งตรงเลือกแต่ทรัมป์เท่านั้น

 

            ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่า ชาวอเมริกันไม่ไว้วางใจนักการเมือง นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศจนบัดนี้ ชาวอเมริกันมักสงสัยนักการเมือง ไม่ไว้วางใจพวกนักการเมือง คิดเสมอว่าควรจำกัดอำนาจรัฐหรือไม่ (อ่านรายละเอียดในบทความ “พรรคเดโมแครทในอุ้งมือของชนชั้นอำนาจ”)

            ยกตัวอย่าง ผลสำรวจ Gallup เมื่อปลายเดือนกันยายน 2015 ชาวอเมริกันร้อยละ 69 เห็นว่านักการเมืองทำงานเพื่อผลประโยชน์พิเศษ (แทนการทำหน้าที่ผู้แทนฯ) และร้อยละ 52 เห็นว่านักการเมืองคอร์รัปชัน และมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น

            ข้อมูลโดยรวมให้ข้อสรุปว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่เบื่อหน่ายพวกนักการเมืองหน้าเก่า นักการเมืองน้ำเน่า นักการเมืองที่ชาวอเมริกาเบื่อหน่ายเต็มทน ทรัมป์ผู้ไม่อยู่ในกลุ่มนักการเมืองจึงใช้ข้อนี้เป็นจุดแข็งของตน

            ในช่วงหยั่งเสียง เมื่อทรัมป์กลายเป็นผู้สมัครที่แซงหน้าคนอื่น ก้าวมาเป็นตัวเต็ง ผู้สมัครที่เหลือรวมหัวกันอย่างเปิดเผยหวังเอาชนะทรัมป์ คิดว่าการรวมพลังเช่นนี้จะเอาชนะได้ แต่ถ้าคิดจากยุทธศาสตร์แสดงตัวไม่ใช่นักการเมือง เท่ากับว่าผู้สมัครที่เหลือทั้งหมดช่วยทรัมป์แบ่งแยกว่าใครอยู่กองไหน กองนักการเมืองหรือกองไม่ใช่นักการเมือง

            ช่วยตอกย้ำความแตกต่าง ช่วยให้ชาวอเมริกันตัดสินใจง่ายขึ้นว่าจะเลือกกองไหนดี

 

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป:

            ลำพังการประกาศตัวว่าเป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่นักการเมือง สร้างมโนภาพแก่ประชาชนได้ระดับหนึ่ง แต่เพียงเท่านี้ยังไม่พอ ควบคู่กับยุทธศาสตร์นี้ คือ ”พูดตรงใจคนฟัง” พูดในสิ่งที่ประชาชนอยากฟัง

            การ “พูดตรงใจคนฟัง” ด้านหนึ่งคือการตอกย้ำว่าทรัมป์แตกต่างจากผู้สมัครคนอื่นๆ ไม่ใช่นักการเมืองน้ำเน่า อีกด้านหนึ่งคือกำลังเสนอแนวทางบางอย่างที่ประชาชน “เห็นด้วยอยู่แล้ว” เมื่อเป็นแนวคิดแนวทางที่ประชาชน “เห็นด้วยอยู่แล้ว” หลายคนจึงสรุปได้อย่างรวดเร็ว ว่าทรัมป์คือตัวเลือกที่ตรงใจเขามากที่สุด เป็นความหวังใหม่ของพวกเขา

            เป็นเหตุให้คะแนนนิยมของทรัมป์พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แซงหน้าคู่แข่งในพรรคเดียวกันทั้งหมด ได้เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันในที่สุด

            การ “พูดตรงใจคนฟัง” มีข้อดีที่ได้ใจคนฟังอย่างรวดเร็ว แต่มีจุดอ่อนหลายข้อ ที่สำคัญเช่น เป็นการคิดในกรอบแคบ ขาดการมองภาพรวม เกิดคำถามที่ว่าแนวนโยบายที่หาเสียงปฏิบัติได้จริงหรือไม่

            หลายคนอาจมองข้ามจุดอ่อนเหล่านี้ในช่วงการหยั่งเสียง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เสียงวิพากษ์เรียกร้องเนื้อหานโยบายเชิงลึกดังมากขึ้น การหาเสียงของทรัมป์แบบเดิมๆ เริ่มเป็นปัญหา

            เมื่อทรัมป์ได้เป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกันอย่างเป็นทางการ คู่แข่งจากอีกพรรคคือฮิลลารี คลินตัน บัดนี้เหลือผู้สมัครเพียง 2 คน หลายคนถามหาสาระนโยบาย ต้องการตรวจสอบว่าแต่ละนโยบายผ่านการวิเคราะห์ไตร่ตรองรอบด้าน สามารถปฏิบัติได้จริง เกิดผลดีมากกว่าผลเสีย

            เรื่องราวของทรัมป์เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ทั้งในประเด็นเจาะจงอย่างยุทธศาสตร์หาเสียง จนถึงประเด็นที่กว้างกว่า เช่น ค่านิยมของชาวอเมริกันต่อการเมือง ระบบการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ข้อดีข้อเสียของระบอบประชาธิปไตยอเมริกา จึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษา เป็นข้อคิดแก่ประเทศอื่นๆ

1 พฤศจิกายน 2016

ชาญชัย คุ้มปัญญา

-------------------------

 

บรรณานุกรม:

  1. Dann, Carrie. (2015, October 19). Poll: Trump Hits Highest Mark Yet, But Carson Is Close Behind. NCB News. Retrieved from http://www.nbcnews.com/meet-the-press/poll-trump-hits-highest-mark-yet-carson-close-behind-n447291
  2. Donald Trump asks Disney to hire back fired workers replaced by Indians. (2015, November 1). Daily News & Analysis. Retrieved from http://www.dnaindia.com/world/report-donald-trump-asks-disney-to-hire-back-fired-workers-replaced-by-indians-2140869
  3. Donald Trump, Ku Klux Klan, pedophilia and all, all, all. (2016, March 28). Pravda. Retrieved from http://www.pravdareport.com/world/americas/28-03-2016/133973-donald_trump-0/
  4. Dugan, Andrew. (2015, September 28). Majority of Americans See Congress as Out of Touch, Corrupt. Gallup. Retrieved from http://www.gallup.com/poll/185918/majority-americans-congress-touch-corrupt.aspx?utm_source=alert&utm_medium=email&utm_content=morelink&utm_campaign=syndication
  5. Full text: Donald Trump 2016 RNC draft speech transcript. (2016, July 21). Politico. Retrieved from http://www.politico.com/story/2016/07/full-transcript-donald-trump-nomination-acceptance-speech-at-rnc-225974
  6. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.
  7. Hillary leads 2016 US presidential race: poll. (2015, July 2). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2015-07/02/c_134373678.htm
  8. In reversal, Trump says would work with NATO to defeat ISIL. (2016, August 17). The Japan News/Reuters. Retrieved from http://the-japan-news.com/news/article/0003152964
  9. Landler, Mark., Parker, Ashley. (2016, April 26). Donald Trump, Laying Out Foreign Policy, Promises Coherence. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/04/28/us/politics/donald-trump-foreign-policy-speech.html?_r=0
  10. Larson, Keith. (2016, January 5). Is Trump really who Americans want to be? Charlotte Observer. Retrieved from http://www.charlotteobserver.com/opinion/op-ed/article53171905.html
  11. Transcript: Donald Trump Expounds on His Foreign Policy Views. (2016, April 26). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/27/us/politics/donald-trump-transcript.html
  12. Trump's Proposed Supply-Side Reforms to Overhaul US Economy. (2016, August 9). Sputnik. Retrieved from http://sputniknews.com/business/20160809/1044077405/trump-proposed-supply-side-reforms-us-economy.html
  13. US presidential debate shows Trump stands strong despite tape scandal — expert. (2016, October 10). TASS. Retrieved from http://tass.com/world/905300

-----------------------------

26 กันยายน 2561

ผู้ชม 3528 ครั้ง

Engine by shopup.com