ดูบทความทรัมป์ผลักดันให้คนไปเลือกตั้งด้วย “ความกลัว”

ทรัมป์ผลักดันให้คนไปเลือกตั้งด้วย “ความกลัว”

หมวดหมู่: สหรัฐอเมริกา

มนุษย์ทุกคนมีความกลัวไม่มากก็น้อย ผู้สมัครหาเสียงใช้ความเป็นมนุษย์ข้อนี้ สร้างภาพให้เกิดความกลัว เพื่อผลักดันให้ประชาชนไม่เลือกคู่แข่ง หรือผลักดันให้ประชาชนเลือกเขา เช่น เพราะมนุษย์กลัวถูกทำร้ายทำลายจึงต้องเลือกผู้ปกครองคอยปกป้อง ปัญหาคือหลายครั้งผู้สมัครหาเสียงขยาย “ความกลัว” จนรุนแรงเกินจริง ซ้ำร้ายกว่านั้นคือสร้างประเด็นเพื่อให้เกิดความกลัว กลายเป็นสังคมที่เชื่อความเท็จ ตั้งอยู่บนความเท็จ ตรงข้ามกับสิ่งนี้คือชีวิตที่ตั้งอยู่บนความหวัง ทัศนคติแง่บวก ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

            โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เริ่มต้นด้วยการวางตำแหน่งของตนให้แตกต่างจากนักการเมืองและพรรคการเมือง (แม้กระทั่งพรรคตัวเอง) พร้อมกับใช้กลยุทธ์ "พูดตรงๆ พูดโดนใจ" พูดสิ่งที่ตรงใจคนฟัง ทำให้ผู้ฟังคล้อยตามอย่างรวดเร็ว คิดว่าทรัมป์คือผู้สมัครที่ “โดนใจ” พวกเขามากที่สุด

            กล่าวโทษรัฐบาลโอบามาเพื่อโยงเข้าตัวฮิลลารี คลินตัน นำสู่ข้อสรุปว่าถึงเวลาแล้วที่ชาวอเมริกันต้องเลือกพรรครีพับลิกัน เพื่อสร้างอเมริกาให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งหมายถึงเลือกตัวเขานั่นเอง

            นอกจาก 3 ยุทธศาสตร์/กลยุทธ์ดังกล่าว อีกกลยุทธ์ที่สำคัญมากๆ คือ กลยุทธ์สร้างความกลัว

            (บทความนี้เป็นตอนที่ 2 ของบทความชุด “ยุทธศาสตร์หาเสียงของทรัมป์”)

 กลยุทธ์สร้างความกลัว:

            ทรัมป์ใช้วิธี “เล่นกับความรู้สึก” ของคน โดยหยิบยกประเด็นที่ผู้ฟังอ่อนไหว เกิดความรู้สึกง่าย โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดความหวาดกลัว ขยายความประเด็นนั้นๆ ให้รุนแรงที่สุด (สร้างความรู้สึกให้แรงสุด) โจมตีผู้สมัครคนอื่นว่าผิดหมด (ทำลายแนวทางเลือกอื่นๆ) พร้อมกับเสนอวิธีแก้ไขที่ไม่อาจสมเหตุผล แต่ตอบสนองความอารมณ์ความรู้สึกของคนฟัง

            การสร้างความหวาดกลัวสัมพันธ์กับการ “พูดตรงๆ พูดโดนใจ พูดให้แรงเข้าไว้”

            ในหัวข้อนี้จะนำเสนอรายละเอียดของกลยุทธ์สร้างความกลัว ผลลัพธ์ที่ตามมา มี 2 ประเด็นตัวอย่างที่น่าสนใจ ดังนี้

            ประการแรก โรคกลัวอิสลาม (Islamophobia)

            คำว่า “อิสลามหัวรุนแรง” (radical Islam) เป็นคำที่นักวิชาการ แกนนำพรรครีพับลิกันหลายคนใช้เพื่อโยงผู้ก่อการร้ายมุสลิม ตีตราว่าผู้ก่อการร้ายเป็นอิสลามหัวรุนแรง นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “สร้างศัตรู” ตัวใหม่ของสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของกระแสหวาดกลัวมุสลิมที่เกิดขึ้นนับจากเหตุก่อการร้ายเวิรด์เทรดเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 11 กันยา 2001 (เหตุ 9/11)

            James O. Ellis III วิเคราะห์อย่างน่าสนใจว่า ภัยก่อการร้าย (เน้นให้ชัดว่าหมายถึงผู้ก่อการร้ายมุสลิม) กลายเป็นภัยคุกคามใหม่แทนที่คอมมิวนิสต์ เหตุ 9/11 คือจุดเริ่มต้น นับจากบัดนั้นเป็นต้นมาสงครามต่อต้านก่อการร้ายกลายเป็นสงครามหลักของสหรัฐฯ กระชับความร่วมมือกับมิตรประเทศ ออกมาตรการการข่าวมากมาย หลายข้อเกิดคำถามว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่

            Zaid Jilani คอลัมนิสต์และมีบทบาทใน Progressive Change Campaign Committee อธิบายว่า นับจากเหตุ 9/11 พวกฝ่ายขวาอเมริกันหาเสียงกับเรื่องโรคกลัวอิสลาม (Islamophobia – เป็นความคิดความรู้สึกแง่ลบต่อมุสลิมผู้นับถืออิสลาม เห็นว่าเป็นพวกหัวรุนแรง นิยมใช้ความรุนแรงกับคนต่างศาสนา) โดยเชื่อมโยงกับผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS สถานการณ์ในซีเรีย อิรัก

            ทั้งนี้มุสลิมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับ IS แต่ต้องยอมรับว่าบางคนเห็นใจ IS

            ในช่วงหาเสียงทรัมป์ใช้คำ “อิสลามหัวรุนแรง” (radical Islam) แนวทางเดียวพรรครีพับลิกัน แต่ด้วยวิธีการที่รุนแรงกว่า เช่น เมื่อเกิดเหตุสังหารหมู่ที่ออร์แลนโด้ (Orlando Shooting) เรียกร้องให้ตรวจสอบติดตามมุสลิม มัสยิดในอเมริกา เสนอห้ามมุสลิมต่างชาติเข้าประเทศจนกว่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

            ข้อเท็จจริงที่ทรัมป์ละเลยคือ ปัจจุบันประชากรอเมริกันที่นับถืออิสลามมีราว 3.3 ล้านคน ในจำนวนนี้ร้อยละ 24 เป็นคนที่เปลี่ยนมานับถืออิสลามในภายหลัง (ก่อนหน้านี้นับถือศาสนาอื่น) ร้อยละ 40 ของผู้ต้องสงสัยที่ถูกทางการจับว่าจะก่อเหตุ คือคนที่เปลี่ยนมานับถืออิสลามภายหลัง คนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้อพยพหรือเป็นลูกหลานของผู้อพยพ บางคนเป็นอเมริกันผิวขาวแท้ๆ

            นักวิชาการหลายคนออกมาวิพากษ์ว่าทรัมป์กำลังขยายความหวาดกลัวโรคกลัวอิสลามในอเมริกา

            Andrei Kryzhanovsky จาก MGIMO อธิบายว่าทรัมป์ใช้วิธีเดียวกับประธานาธิบดีบุชตอบสนองเหตุการณ์ 9/11 ด้วยการสร้างภาพให้เห็นว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ภัยคุกคามจวนตัว สหรัฐฯ ต้องลงมือจัดการเด็ดขาด ชาวอเมริกันส่วนใหญ่คล้อยตามบุช จึงเกิดสงครามกับอัฟกานิสถาน โค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน “อเมริกาจะต้องมีศัตรูที่น่ากลัวเพื่อที่จะสามารถแสดงตัวเป็นมหาอำนาจ”

            ทรัมป์พยายามโหมกระแสโรคกลัวอิสลาม เชื่อมโยงกับการก่อการร้ายในและนอกประเทศ เพราะเห็นว่าเป็นอีกประเด็นที่ “ให้ความรู้สึกรุนแรง” มากพอที่จะผลักให้คนอเมริกันออกจากบ้านไปคูหาเลือกตั้งและกากบาท เพราะเขาเป็นคนเดียวที่จริงจังกับการจัดการเรื่องนี้ ชี้ว่าคู่แข่ง ฮิลลารี คลินตัน อ่อนแอเกินไปที่จะปกป้องอเมริกา เพราะไม่กล้าใช้คำว่า “อิสลามหัวรุนแรง”

            ข้อเท็จจริงคือ มุสลิมทั่วไปไม่ได้เป็นภัยคุกคามอย่างที่ทรัมป์พยายามทำให้ชาวอเมริกันคิดเช่นนั้น

            ดูเหมือนทรัมป์จะไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ ขอเพียงชนะเลือกตั้งก็เป็นใช้ได้

            (รายละเอียดอ่านได้ในบทความ “‘อิสลามหัวรุนแรง’ ของทรัมป์: It's not personal, ...”)

 

            ระการที่ 2 “โรคกลัวรัสเซีย” (Russophobia) กับสงครามนิวเคลียร์

            ฮิลลารีแสดงตัวเป็นปรปักษ์ต่อรัสเซียรุนแรง เพราะหวังผลการเลือกตั้ง เนื่องจากทรัมป์วางตัวเป็นมิตรกับรัสเซีย ฮิลลารีจึงพยายามสร้างภาพที่เกี่ยวกับรัสเซียให้ดูน่ากลัว เช่น รัสเซียยังคงบ่อนทำลายสหรัฐฯ ทำสงครามไซเบอร์ กำลังแทรกแซงการเลือกตั้งอเมริกา ในขณะที่ทรัมป์กลับคิดผูกมิตรรัสเซีย กล่าวหาว่าหากทรัมป์ชนะเลือกตั้งจะเป็นหุ่นเชิด (puppet) ของรัสเซีย

            ทรัมป์โต้กลับด้วยการสร้างภาพรุนแรงเช่นกัน ชี้ว่าฮิลลารีจะนำประเทศเข้าสู่สงครามอย่างไม่จบสิ้น “ใช้กำลังทหารเปลี่ยนโลก เราจะเห็นสงครามในหลายภูมิภาคและอาจรวมถึงสงครามนิวเคลียร์กับรัสเซียหรือจีน หรือทั้งคู่”

            ในอีกวาระหนึ่ง ทรัมป์ย้ำว่านโยบายของฮิลลารีจะ “นำสู่สงครามโลกครั้งที่ 3” เนื่องจากอาจปะทะกับรัสเซีย ฮิลลารีไม่สามารถเจรจากับประธานาธิบดีปูติน เนื่องจากวิพากษ์ปูตินแง่ลบตลอด แนวคิดจัดตั้งเขตปลอดภัยในซีเรีย (เกี่ยวข้องกับสงครามกลางเมืองซีเรียในขณะนี้) อาจเป็นชนวนให้ปะทะกับรัสเซีย

            ทรัมป์เสนอว่า ต้องให้ความสำคัญกับ IS/ISIL/ISIS ไม่ใช่ซีเรีย รัสเซีย อิหร่าน “เรื่องจะลงเอยด้วยสงครามโลกครั้งที่ 3 จากซีเรียถ้าพวกคุณฟังฮิลลารี คลินตัน”

            จะเห็นว่าทั้งคู่ใช้ “โรคกลัวรัสเซีย” (Russophobia) สงครามนิวเคลียร์เพื่อทำให้คนอเมริกันหวาดกลัว ไม่กล้าเลือกผู้สมัครอีกฝ่าย

            การหาเสียงเช่นนี้ เป็นลักษณะหนึ่งของการการรณรงค์เลือกตั้งทางลบ (Negative Campaign) ด้วยความที่ชาวอเมริกัน “หวาดกลัว” สงครามนิวเคลียร์อย่างมาก กลายเป็นเครื่องมือที่นักการเมืองหยิบมาหาเสียง

            วิธีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ยกตัวอย่าง การเลือกตั้งปี 1964 Lyndon Johnson ออกโฆษณาหาเสียงทางโทรทัศน์ พูดเป็นนัยว่าหาก Barry Goldwater เป็นประธานาธิบดี จะนำประเทศสู่หายนะ โฆษณาชุดนี้ออกเพียงครั้งเดียว ไม่ได้เอ่ยชื่อ Goldwater แต่ผู้ชมโยงว่าหาก Goldwater ชนะเลือกตั้งอาจก่อสงครามนิวเคลียร์ เพราะเป็นคนที่กล้าทำสงครามโลก ชาวอเมริกันเกิดความหวาดวิตกรุนแรง คะแนนนิยมของ Johnson เพิ่มขึ้นมากด้วยโฆษณาชุดนี้เพียงครั้งเดียว

           (รายละเอียดอ่านในบทความ “การรณรงค์เลือกตั้งทางลบ (Negative Campaign)”)

 

            รัสเซียหรืออดีตสหภาพโซเวียตคือศัตรูตัวสำคัญในสมัยสงครามเย็นที่ชาวอเมริกันทุกคนในยุคนั้นรู้จัก แม้ 2 อภิมหาอำนาจไม่เคยรบพุ่งโดยตรง แต่ได้ทำสงครามตัวแทน (proxy war) หลายสมรภูมิ เช่น เกาหลี เวียดนาม อัฟกานิสถาน รวมถึงความกังวลต่อสงครามนิวเคลียร์

            ปัจจุบัน “โรคกลัวรัสเซีย” (Russophobia) ถูกนำมาใช้อีกครั้งเมื่อรัสเซียค่อยๆ ฟื้นฟูในสมัยรัฐบาลปูติน รวมถึงพลังอำนาจทางทหาร แม้ปัจจุบันไม่มีอุดมการณ์สังคมนิยมอีกแล้ว พลังอำนาจทางทหารและอื่นๆ ยังไม่อาจเทียบสหรัฐฯ แต่ไม่วายที่นักการเมือง ผู้สมัครเลือกตั้งจะหยิบยก “ความกลัว” รัสเซียขึ้นมาใช้เสมอๆ

            ข้อเท็จจริง คือ ในช่วงสงครามเย็น ช่วงที่วิกฤตสุด 2 ฝ่ายมีความพร้อมที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ แต่ในที่สุดไม่มีใครใช้ เพราะต่างรู้ว่าหากเกิดสงครามนิวเคลียร์ โลกจะเสียหายย่อยยับ สงครามจะลงเอยด้วยไม่มีฝ่ายใดชนะ ทุกฝ่ายจะเป็นผู้แพ้

          แต่ตอนนี้ ในขณะกำลังหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เสียงจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ดังขึ้นอีกแล้ว

 

            ความสำเร็จของการใช้ “ความกลัว” เมื่อปี 1964 ถูกนำมาใช้ซ้ำๆ รวมทั้งการเลือกตั้งปี 2016 นี้ (หลังผ่านมาแล้ว 52 ปี) ข้อเท็จจริงอีกประการคือ บ่อยครั้งที่ท่าที นโยบายของทั้งผู้สมัครหาเสียงในระหว่างหาเสียงเปลี่ยนไปหลังการเลือกตั้ง

            ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่ารัสเซียไม่สนใจการเลือกตั้งอเมริกา พร้อมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำคนใหม่ สื่อตะวันตกเป็นผู้สร้างเรื่องว่ารัฐบาลรัสเซียสนับสนุนทรัมป์ เป็นส่วนหนึ่งของ “สงครามการเมือง พยายามบงการความเห็นสาธารณชนเมื่อใกล้วันเลือกตั้ง”

 

ข้อวิพากษ์ สังคมที่เชื่อความเท็จ :

            ทรัมป์ใช้กลยุทธ์สร้างความกลัวไม่ต่างจากผู้สมัครหลายคน หลายรัฐบาล เพื่อเรียกคะแนนสนับสนุน แต่ทรัมป์ใช้อย่างเต็มที่ รุนแรง หลายคนจึงโจมตีว่าทรัมป์เป็นพวกนักยุยงปลุกปั่นทางการเมือง (demagogue)

            เช่น ปลุกปั่นให้เกลียดชังมุสลิม อ้างว่าเป็นต้นเหตุของผู้ก่อการร้าย (ความกลัวเรื่องความปลอดภัยในชีวิต) แรงงานต่างด้าวเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจประเทศอย่างร้ายแรง (ความกลัวเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงาน เศรษฐกิจ)

            กลยุทธ์สร้างความกลัวจะพยายามขยายประเด็นให้รุนแรงน่ากลัว เพราะเป้าหมายคือการสร้างความหวาดกลัว เป็นเหตุให้หลายครั้งเกินจากความเป็นจริง หลายครั้งหลายประเด็นใช้ได้ผล เพราะคนอเมริกันจำนวนไม่น้อยเชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน (ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริง ไม่รุนแรงถึงขั้นนั้น)

            สำหรับนักการเมือง ผู้สมัครเลือกตั้ง คือการเอาชัยทางการเมือง ดูเหมือนเป็นเรื่องที่สังคมอเมริกายอมรับได้

            ปัญหาร้ายแรงคือ เมื่อนักการเมือง ผู้สมัครหาเสียง สื่อบางสำนัก ฯลฯ พูดบ่อยๆ นำเสนอบ่อยๆ กลายเป็นการกล่อมเกลาให้สังคมเชื่อเช่นนั้น เมื่อผนวกกับนักการเมือง ผู้สมัครเรียกร้องให้จัดการอย่างเด็ดขาด ทำให้ทิศทางนโยบายออกไปทางนั้นด้วย

            สิ่งที่อยู่ในใจแต่แรก เช่น ความเกลียดชัง กลายเป็นผลรูปธรรม ในอดีตมีตัวอย่างที่เห็นชัดมากมาย เช่น ตีตราว่าคอมมิวนิสต์เป็นปีศาจ

            เมื่อปี 2002 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ตีตราว่าประเทศอิรัก  อิหร่านและเกาหลีเหนือ อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า “แกนแห่งความชั่วร้าย” (Axis of Evil – ‘evil’ แปลว่า ชั่วร้าย ปีศาจ) ชี้ว่าเป็นภัยคุกคามจวนตัว ทั้งๆ ที่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น

            ทุกวันนี้พิสูจน์แล้วว่าเมื่อปี 2002 ทั้ง 3 ประเทศไม่เป็นภัยคุกคามจวนตัวอย่างที่รัฐบาลบุชกล่าวอ้าง เอกสารรายงานต่างๆ ที่ออกมาจากรัฐบาลสหรัฐฯ กับอังกฤษมีข้อสรุปที่เป็นเท็จ พูดเกินจริง สร้างภาพให้เห็นภัยคุกคามใหญ่เกินตัว ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด (อ่านรายละเอียดได้จากบทความ “ประชาธิปไตยไม่อาจยับยั้งแบลร์กับบุชก่อสงครามมิชอบ”)

 

           และขณะนี้คือทรัมป์ตอกย้ำคำว่าอิสลามหัวรุนแรง (radical Islam)

            เรื่องเท็จกลายเป็นเรื่องที่สังคมเชื่อ กลายเป็นสังคมที่เชื่อความเท็จ

            แทนที่ผู้มีอำนาจ ผู้มีความรู้ สังคมจะใช้ทรัพยากร พลังที่มีอยู่ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดี แต่นำไปใช้กับเรื่องหลวกลวง และทำร้ายตัวเอง

            เรื่องทำนองนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และดำเนินต่อเนื่องในศตวรรษที่ 21 นี้ ณ สหรัฐอเมริกา

 

ความกลัว ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติ :

            ถ้าจะพูดให้ครบ ต้องไปพิจารณามุมมองความมั่นคงระดับประเทศ กลยุทธ์สร้างความกลัวไม่ใช่ของใหม่ มักเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ว่าจะพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทใช้มาตลอด เพื่อให้คนอเมริกันสนับสนุนนโยบายรัฐบาล เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณมหาศาล (หมายถึงต้องขึ้นภาษี รัฐใช้เงินจากประชาชนจำนวนมหาศาลกับเรื่องเหล่านี้) ทำสงครามต่างแดน ลูกหลานอเมริกันต้องบาดเจ็บล้มตายไม่มากก็น้อย

            ดังที่นำเสนอข้างต้นแล้วว่า ถ้าพูดสถานการณ์ปัจจุบัน นับจากเหตุ 9/11 เป็นต้นมา ภัยผู้ก่อการร้าย โดยเฉพาะ “ผู้ก่อการร้ายมุสลิมบางคนบางกลุ่ม” คือภัยคุกคามร้ายแรงที่สุด เป็นเหตุให้ประเทศประกาศทำสงครามต่อต้านก่อการร้ายทั่วโลกเรื่อยมาจนถึงบัดนี้

            ส่วนที่ทรัมป์ต่างจากผู้สมัครคนอื่นๆ คือ พูดให้แรงกว่าเท่านั้นเอง เพราะต้องการสร้างความแตกต่างจากผู้สมัครคนอื่นๆ ชี้ว่าตนเอาจริงเอาจังกว่า และได้ประโยชน์จากสื่อที่ช่วยโหมข่าว ขยายผล

 

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

            มนุษย์ทุกคนมีความกลัวไม่มากก็น้อย หลายคนกลัวความจน กลัวตกงาน กลัวแฟนทิ้ง กลัวแฟนมีคนใหม่ บางคนกลัวว่าลูกจะกตัญญูพ่อแม่หรือไม่ บางคนกลัวตาย บางคนไม่กลัวตายแต่กลัวความทุกข์ทรมานก่อนตาย บางคนกลัวว่าตายแล้วจะไปไหน ฯลฯ ความกลัวจึงอยู่คู่กับความเป็นมนุษย์ปุถุชน

            นักเลือกตั้งอาศัยความเป็นมนุษย์ข้อนี้เป็นเครื่องมือหาเสียง ทั้งแบบ “ความหวัง” (ทำลายความกลัว) กับแบบ “สร้างความกลัว” ซึ่งโดยทั่วไปนิยมใช้แบบหลังมากกว่า

            โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หาเสียงโดยใช้กลยุทธ์สร้างความกลัว เพื่อผลักดันให้ชาวอเมริกันเลือกเขา นี่คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ

            ตำราบางเล่มบอกว่ามนุษย์เป็นผู้มีเหตุมีผล มีสติปัญญาเป็นเลิศเหนือสรรพสัตว์ สามารถพึ่งพาตนเอง สามารถปกครองกันเอง แก้ไขปัญหาได้สารพัด แต่ถ้าพิจารณาเรื่องความกลัวของมนุษย์ บ่อยครั้งที่มนุษย์ดำเนินชีวิตภายใต้ “ความกลัว” ชักนำให้กระทำสิ่งต่างๆ ที่ไม่สมเหตุผล แม้กระทั่งทำลายผู้อื่นและตัวเอง

            ตรงข้ามกับความกลัวคือความเชื่อ มีความหวัง มีทัศนคติแง่บวกทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น แลบริบทแวดล้อม เรียนรู้ที่จะเอาชนะความกลัว บริหารจัดการความกลัวให้อยู่ในการควบคุม

           มนุษย์อาจมีอายุยาวถึง 120 ปี แต่จะเลือกอยู่อย่างไร ระหว่างอยู่กับความกลัว หรืออยู่กับความหวัง อย่างไรจึงเป็นชีวิตที่มีคุณภาพ มีความหมาย สังคมที่ดีคือสังคมแบบใด อย่างไรจึงเรียกว่ามีอารยธรรม สังคมโลกต้องคิดใหม่ทำใหม่ ให้ทุกคนตั้งอยู่ในความหวัง ทัศนคติแง่บวก เมื่อหลักคิดเปลี่ยน ทัศนคติเปลี่ยน พฤติกรรมจะเปลี่ยน ปัญหาจะได้รับการแก้ไขหรือเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น

4 พฤศจิกายน 2016

ชาญชัย คุ้มปัญญา

 

----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :

โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จากชื่อที่ไม่มีใครคิดว่าจะชนะ

ทรัมป์เป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่นักการเมือง เมื่อลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจึงมีคำถามว่าจะไปรอดหรือไม่ ผลปรากฏว่าทรัมป์สามารถชนะผู้สมัครคนดังคนอื่นๆ กลายเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันด้วยคะแนนสูงลิ่ว เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ยุทธศาสตร์ กลยุทธ์หาเสียงของทรัมป์ เป็นที่น่าศึกษา ให้ความเข้าใจทั้งวิธีหาเสียงของเขา และในประเด็นที่กว้างกว่า เช่น มุมมองของชาวอเมริกัน ระบอบประชาธิปไตยอเมริกา

บรรณานุกรม:

  1. Abramson, Jill. (2016, February 29). Trump's rise is the return of the demagogue. The Guardian. Retrieved from http://www.theguardian.com/commentisfree/2016/feb/29/donald-trump-us-election-2016-demagogue
  2. Baudrillard, Jean. (2003). The Spirit of Terrorism. UK: Verso.
  3. Donald Trump's anti-Muslim remarks find many supporters. (2015, December 10). Pravda. Retrieved from http://www.pravdareport.com/news/world/10-12-2015/132831-donald_trump_muslims-0/
  4. Ellis, James O. (2011). The Impact of 9/11 on U.S. Foreign Policy. In The 9/11 encyclopedia. (2nd Ed. pp.1-4). USA: ABC-CLIO, LLC.
  5. Healy, Patrick., Barbaro, Michael. (2015, December 7). Donald Trump Calls for Barring Muslims From Entering U.S. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/politics/first-draft/2015/12/07/donald-trump-calls-for-banning-muslims-from-entering-u-s/
  6. Mills, Laura. (2016, October 27). Russia’s Not Playing Favorites but Trump Does Speak for the People, Putin Says. The Wall Street Journal. Retrieved from http://www.wsj.com/articles/putin-says-russia-has-no-influence-over-u-s-elections-1477579171?tesla=y
  7. Polsby, Nelson W., Wildavsky, Aaron., Schier, Steven E., & Hopkins, David A. (2016). Presidential Elections: strategies and structures of American politics (14th Ed.). Maryland: Rowman & Littlefeld.
  8. Swicord, Jeff. (2016, June 13). Islamist Extremism in US Getting Closer Look. VOA News. Retrieved from http://www.voanews.com/content/islamist-extremism-in-america/3374109.html
  9. Trump says Clinton policy on Syria would lead to World War Three. (2016, October 26). CNBC/Reuters. Retrieved from http://www.cnbc.com/2016/10/25/trump-says-clinton-policy-on-syria-would-lead-to-world-war-three.html
  10. Tumulty, Karen., Rucker, Philip. (2016, October 19). At third debate, Trump won’t commit to accepting election results if he loses. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/politics/trump-wont-commit-to-accepting-election-results-if-he-loses/2016/10/19/9c9672e6-9609-11e6-bc79-af1cd3d2984b_story.html
  11. With Hillary as President 'We are Looking at Nuclear War With Russia or China'. (2016, September 16). Sputnik. Retrieved from https://sputniknews.com/politics/20160916/1045362244/clinton-president-russia-war.html
  12. Zaid Jilani: There Is an Islamophobia Industry in the US That Makes a Lot of Money. (2016, April 24). FNA. Retrieved from http://en.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13950204001409

-----------------------------

26 กันยายน 2561

ผู้ชม 3013 ครั้ง

Engine by shopup.com