ดูบทความ“เชื่อผู้นำ” ยุทธศาสตร์หาเสียงของทรัมป์

“เชื่อผู้นำ” ยุทธศาสตร์หาเสียงของทรัมป์

หมวดหมู่: สหรัฐอเมริกา

 

            เป็นความกล้าหาญของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อกล่าวปราศรัยด้วยการ "พูดตรงๆ พูดโดนใจ" พูดในเรื่องที่หลายคนไม่กล้าพูด หรือไม่พูดตรงขนาดนั้น กล่าวโทษรัฐบาลคลินตันอย่างที่หลายคนคิดเห็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ชี้ว่าเขาคือคนเดียวผู้สามารถสร้างอเมริกาให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

            กลยุทธ์สร้างความกลัวทำหน้าที่ดังกล่าวเช่นกัน และทำหน้าที่ผลักดันให้คนอเมริกันออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพราะ “ความกลัว” ทั้งกลัวภัยคุกคามต่างๆ รวมทั้งตัวฮิลลารี คลินตัน (Hillary Clinton) ผู้สมัครฝ่ายตรงข้ามด้วย

             (บทความนี้เป็นตอนที่ 3 ของบทความชุด “ยุทธศาสตร์หาเสียงของทรัมป์”)

 สรุปรวบยอดคือ ยุทธศาสตร์เชื่อผู้นำ :

            คำปราศรัยทั้งสิ้นของทรัมป์สรุปรวบยอดว่า เขาเป็นคนเดียวที่รู้ปัญหาดีทุกเรื่อง รู้ดีกว่าใคร เป็นคนเดียวที่สามารถแก้ไขทุกปัญหา จะสร้างให้อเมริการ่ำรวยอีกครั้ง เข้มแข็งอีกครั้ง มีพลังอีกครั้ง ปลอดภัยอีกครั้ง และทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง

            ทั้งหมดเริ่มต้นเมื่อถ้าเขาได้เป็นประธานาธิบดี

            เมื่อวิเคราะห์แนววิธีหาเสียงด้วยการพูดว่า “ให้เชื่อผม” “ผมทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้งได้” “ให้เชื่อผม เชื่อมั่นผม” ผมศึกษาเรื่องนี้มากใคร รู้ดีกว่าทุกคน ร่วมกับการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์รอบด้าน เช่น การพูดแบบตรงๆ พูดโดนใจ พูดแบบไม่เกรงใจใครแม้กระทั่งแกนนำพรรคตัวเอง กลยุทธ์สร้างความกลัว นโยบายสำคัญๆ ที่ทรัมป์หาเสียง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทรัมป์ไม่ได้ให้รายละเอียด เมื่อถูกจี้ถามว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร ทรัมป์ตอบว่าไม่ขอให้คำตอบ

            ในกรณีที่ข้อมูล ข้อสรุปไม่ตรงกับความคิดของทรัมป์ ฮิลลารีสรุปประเด็นนี้ได้เป็นอย่างดีว่า เวลาทรัมป์ไม่ชอบคำตัดสินของ FBI เรื่องอีเมลก็จะบอกว่า FBI “ฉ้อฉล” (rigged) เมื่อพรรครีพับลิกันทำท่าไมยอมรับเขา ก็บอกว่าพรรค “ฉ้อฉล” อะไรก็ตามที่ไม่ถูกใจ ทรัมป์จะสรุปว่า “ฉ้อฉล” และกำลังบอกว่าการเลือกตั้งที่จะมาถึง “ฉ้อฉล”

            ทั้งหมดนี้ สรุปรวบยอดได้ว่ายุทธศาสตร์หาเสียงหลักของทรัมป์ คือยุทธศาสตร์เชื่อผู้นำ ใช้วาทศิลป์โน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อตัวเขา เชื่อว่าเขาสามารถทำได้ เขาไม่เคยผิด ไม่สนใจที่จะให้รายละเอียดนโยบายมากพอที่สังคมมีส่วนพิจารณา ช่วยกันเสนอความเห็น ปรับแก้แนวทางให้เหมาะสมที่สุด ตามแนวทางระบอบประชาธิปไตยที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน

            ขอเพียงเชื่อมั่นตัวเขา เขาทำได้ ไม่เคยทำผิด จะทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง ...

            เป็นยุทธศาสตร์เชื่อผู้นำ มุ่งให้ประชาชนเลือกผู้สมัครโดยใช้ความรู้สึก “สวนทาง” กับการใช้เหตุผล      มีประเด็นรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

          ประการแรก การใช้ควบคู่กับกลยุทธ์/ยุทธศาสตร์หาเสียงอื่นๆ

            หลายคนวิพากษ์ทรัมป์ว่าไม่ให้รายละเอียดนโยบาย การหาเสียงพูดถึงบางประเทศที่เต็มด้วยสำนวนโวหาร ชี้ให้เห็นความรุนแรง ความเร่งด่วน ที่จะต้องแก้ไขจัดการ หลายเรื่องลงเอยว่าต้องเจรจา พร้อมกับย้ำว่าตัวเองเป็นนักเจรจา ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียด เพื่อกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรู้แผนล่วงหน้า ขอให้เชื่อว่าถ้าเขาเจรจาจะสำเร็จ

            จะเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง การพูดตรงๆ พูดโดนใจ พูดให้แรงเข้าไว้ ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด วิธีการเหล่านี้ใช้ควบคู่กับการเชื่อผู้นำ เป็นยุทธศาสตร์ชุดเดียวกัน ประชาชนไม่จำต้องรู้รายละเอียด ขอเพียงเชื่อใจต่อผู้นำ

            ถ้ามองแง่ลบ หากทรัมป์เผยรายละเอียดย่อมถูกนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญวิจารณ์แต่ละประเด็น ย่อมมีผู้ชี้ว่านโยบายของทรัมป์มีจุดอ่อน มีข้อเสีย ทำไม่ได้จริง เมื่อประชาชนรับรู้เรื่องเหล่านี้ ความเชื่อมั่นต่อ “ผู้นำ” ย่อมลดน้อยลง

            ยุทธศาสตร์เชื่อผู้นำจึงไม่เสนอรายละเอียด เพื่อปกปิดจุดอ่อน ข้อด้อย และบดบังด้วยการย้ำให้ “เชื่อผู้นำ” ไม่ต้องการตรวจสอบ

 

            ประการที่ 2 การเชื่อผู้นำไม่ใช่เรื่องผิด

            ความจริงแล้วการเชื่อผู้นำไม่ใช่เรื่องผิด หลักการปกครองหลายอย่างให้ความสำคัญกับการเชื่อผู้นำ แม้กระทั่งพ่อแม่ปกครองลูกเล็ก พ่อแม่ไม่อาจตามใจความไร้เดียงสา ความโง่เขลาของลูก ต้องอบรมสั่งสอน ชี้นำ แม้กระทั่งบังคับให้ลูกอยู่ในแนวทางที่พ่อแม่เห็นว่าถูกต้อง

            ตำราประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ สอนว่าเดิมนั้นระบอบการปกครองเป็นระบอบเชื่อฟังผู้นำทั้งสิ้น มีทั้งผู้นำที่โลกยกย่องกับผู้นำโลกประณาม ส่วนใหญ่ไม่สมบูรณ์ แต่ล้วนมีคุณงามความดีไม่มากก็น้อย ระบอบกษัตริย์หรือผู้นำแบบอำนาจเบ็ดเสร็จคือกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด

            ประการที่ 3 ขัดแย้งหลักเสรีภาพ

            ปัญหาคือสหรัฐอเมริกาที่ประกาศตัวว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย ส่งเสริมการปกครองประชาธิปไตย เศรษฐกิจเสรีนิยม เห็นว่าตัวเองเป็นประเทศยิ่งใหญ่ที่ทุกชาติต้องเลียนแบบ ต้องเดินตามทางนี้เท่านั้น มีผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่ไม่ยอมเอ่ยรายละเอียดนโยบาย ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นเขาก็พอ เป็นแนวทางผู้นำแบบอำนาจนิยมหรือเผด็จการที่สวนทางหลักประชาธิปไตย

            ความจริงแล้ว ระบอบบริหารแบบประธานาธิบดีอเมริกาเป็นหลักฐานในตัวเองว่าให้ความสำคัญกับผู้นำประเทศ แต่ระบอบนี้ไม่ได้ละเลยความสำคัญขององคาพยพอื่นๆ ตำราอเมริกาเชิดชูความเป็นประชาธิปไตยของตน เพราะสถาบันต่างๆ เข้มแข็ง กลไกทุกภาคส่วนทำงาน พลเมืองอเมริกันเป็นตัวอย่างพลเมืองชั้น 1 ความยิ่งใหญ่ของอเมริกาไม่ได้ขึ้นกับคนเพียงคนเดียว

            ข้อผิดพลาดร้ายแรงที่สุด คือ การผิดพลาดเรื่องพื้นฐานที่สุด นั่นคือ หลักเสรีภาพ (liberty) ของปัจเจก หลักปกครองอเมริกาให้ความสำคัญกับเสรีภาพส่วนบุคคลมากที่สุดดังปรากฏในรัฐธรรมนูญ

ตำราสอนว่าเสรีภาพส่วนบุคคลเป็นสิ่งสำคัญที่ชาวอเมริกันจะต้องปกป้องแม้ชีวิต ทำสงครามเพื่อสิ่งนี้ ด้วยความคิดว่าปัจเจกสามารถคิดและตัดสินใจอย่างถูกต้อง และด้วยสิ่งนี้สังคมจะก้าวหน้า

            การให้เชื่อผู้นำโดยกีดกันการตรวจสอบ คือการขัดขวางเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน

            ประธานาธิบดี บารัก โอบามา โจมตีประเด็นนี้เหมือนกัน กล่าวว่าพลังอำนาจของอเมริกาไม่ได้มาจากคนเพียงคนเดียว คนที่ประกาศตัวว่าเขาเพียงคนเดียวจะช่วยกู้ชาติ พลังอำนาจของประเทศเริ่มจากรัฐธรรมนูญที่ประกาศว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน และทุกคนร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ อเมริกาจึงหมายถึงทุกคนร่วมใจกัน เป็นพหุสังคม ไม่สร้างความเกลียดชังเพราะความต่างทางสีผิว เชื้อชาติ ความเชื่อศาสนา

 

            คงไม่ถูกถ้าจะวิพากษ์ทรัมป์เพียงคนเดียว เพราะชาวอเมริกันจำนวนมากสนับสนุน จนสามารถเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันแบบชนะขาด

            ชาวอเมริกันหลายคนไม่เห็นด้วยกับคำว่าอิสลามหัวรุนแรง (radical Islam) แต่หลายคนเห็นด้วยมิใช่หรือ หลายคนต่อต้านโยบายอิสราเอลต่อปาเลสไตน์ แต่มีผู้สนับสนุนจำนวนมากเช่นกัน หลายคนสนับสนุนการค้าเสรี แต่อีกหลายคนเห็นว่าต้องปกป้องอุตสาหกรรม การจ้างแรงงานในประเทศ (ในขณะที่ตำราตะวันตกพร่ำสอนว่าการค้าเสรีเป็นประโยชน์มากกว่าโทษ แม้แรงงานบางส่วนจะต้องเปลี่ยนงาน อุตสาหกรรมบางสาขาจะสู้ต่างชาติไม่ได้)

            การที่ทรัมป์สามารถเป็นตัวแทนพรรคสะท้อนความคิดเห็นของคนทั้งชาติ ไม่มากก็น้อย

            ถ้าพิจารณารายละเอียด ชาวอเมริกันที่ศรัทธาพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่เป็นพวกผิวขาว วัยกลางคนจนถึงสูงวัย หลายคนมีการศึกษาระดับวิทยาลัยขึ้นไป นับถือคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ (อย่างไรก็ตาม ต้องตระหนักว่า คนผิวขาวกับพวกโปรเตสแตนท์ส่วนหนึ่งเป็นพวกไม่สังกัดพรรค ไม่เห็นด้วยกับทรัมป์)

            ส่วนพวกที่นิยมพรรคเดโมแครทคือพวกต่างด้าวย้ายถิ่น คนหนุ่มสาว ผู้มีรายได้น้อย มักมีการศึกษาต่ำกว่า รวมทั้งพวกที่ไม่ถูกผูกผนวกเข้าสังคม-คนที่ถูกทอดทิ้ง (less well socially integrated)

            โดยรวมแล้ว ผู้ที่สนับสนุนทรัมป์จึงไม่ใช่พวกคนยากจน ไร้การศึกษา

 

มนุษย์ไม่ใช่ผู้ยึดเหตุผลเสมอไป :

            ตำราตะวันตกสอนว่า นักเสรีนิยมเชื่อมั่นในความสามารถการใช้เหตุผลของมนุษย์ เชื่อว่าปัจเจกบุคคลสามารถคิด ตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดี สิ่งที่ต้องการให้กับตัวเอง ผู้ปกครองต้องเคารพการตัดสินใจของปัจเจก

            หลักคิดนี้เป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ให้พลเมืองมีเสรีภาพมากที่สุด ให้เขาเป็นอิสระมากที่สุด เพราะเชื่อว่าจะได้สิ่งที่ดีที่สุด

            รากฐานหลักคิดนี้เริ่มโดดเด่นในยุค Enlightenment (ยุคเรืองปัญญา/ยุคแห่งภูมิธรรม/ยุคแห่งการรู้แจ้ง) เป็นยุคถูกนิยามว่าคนยุโรปเริ่มนิยมใช้เหตุผล อยู่ในช่วงศตวรรษที่ 17-18

            มนุษย์ถกกันด้วยเหตุผล ด้วยความคิดของตนเอง เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งเชิงวัตถุ ความคิด นักวิชาการบางคนจึงเรียกยุคนี้ว่า “Age of Reason” (ยุคแห่งเหตุผล)

            แต่การสรุปว่าเป็นยุคที่มนุษย์ใช้เหตุผลอย่างเดียวนั้นไม่ถูกต้อง เพราะให้ความสำคัญกับ “เหตุผล” มากเกินไป ในยุคนี้ยังมีพัฒนาการเรื่องของความใคร่รัก (passions) ความปรารถนา (desires) ของมนุษย์แต่ละคน การยึดถืออารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว

            ข้อสรุปคือ ยุคนี้ยอมรับว่ามนุษย์มีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผล ใช้ตรรกะด้วยสมอง ในอีกด้านหนึ่งมนุษย์ไม่ได้ดำเนินชีวิตด้วยเหตุผลตลอดเวลา แต่อยู่กับอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว ความต้องการทางอารมณ์บ่อยครั้งทำให้มนุษย์กระทำสิ่งที่ไร้เหตุผล ขัดกับเหตุผล

            สะท้อนออกมาผ่านศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม บ่งบอกตัณหาของปัจเจก

            การที่มนุษย์มีทั้งเหตุผล อารมณ์ความรู้สึก สัมพันธ์กับความเป็นไปทางการเมือง

            ผู้เชี่ยวชาญสนใจศึกษาว่าทำไมชาวอเมริกันจำนวนหนึ่งเชื่อคำพูดเท็จของนักการเมือง ผู้สมัครตำแหน่งทางการเมือง คำปราศรัยที่ไม่สอดคล้องกับข้อมูลหลักฐานทั่วไป

            คำตอบคือ หลายคนยึดถือตัวบุคคลเป็นหลัก คนกลุ่มนี้เมื่อศรัทธาผู้ใดแล้วจะเชื่อสิ่งที่ผู้นั้นพูด โดยไม่คิดพิจารณาไตร่ตรอง และจะเชื่อง่ายๆ ถ้าพวกเขาได้ยินเรื่องที่พวกเขากลัว กังวลใจ

 

          การที่เป็นเช่นนี้เพราะธรรมชาติของมนุษย์ไม่ใช่ผู้ใช้เหตุผลเท่านั้น แต่ยังอยู่ภายใต้อารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนาที่ไม่ใช่เรื่องของเหตุผล

            ลองตรวจสอบตัวเอง คนรู้จักใกล้ชิด ว่ากี่ครั้งที่ตัดสินใจบนเหตุผล กี่ครั้งที่ติดสินใจโดยยึดอารมณ์ความรู้สึกเหนือเหตุผล จริงหรือที่การตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ จะผ่านการคิดไตร่ตรองด้วยเหตุผลอย่างรอบคอบ

            นักการเมือง ผู้สมัครหาเสียงที่เข้าใจหลักการนี้จึงพยายามให้ประชาชนศรัทธาตน เพื่อให้ประชาชนเชื่อ สนับสนุนสิ่งที่ตนพูดอย่างง่ายๆ หนึ่งในวิธีการคือ เวลาหาเสียงจะพยายามแสดงตัวว่าตัวเองรู้ดีที่สุด เชี่ยวชาญที่สุด และสามารถแก้ปัญหานั้นๆ

 

            นักเลือกตั้งเหล่านี้ไม่ได้ละทิ้งหลักเหตุผลทั้งหมด ให้เหตุผลบางส่วนเพื่อชักนำให้ผู้ฟังคล้อยตามง่ายขึ้น

            ยกตัวอย่าง ทรัมป์นำเสนอเรื่องจริงว่าผู้อพยพต่างชาติคนหนึ่งฆ่านายจ้างอเมริกัน ติดยาเสพติด จากนั้นวาดภาพให้เห็นภัยร้ายของคนกลุ่มนี้ และสรุปอย่างรวดรัดว่า "แรงงานต่างชาติเหล่านี้จะฆ่าคุณ" นำสู่ข้อสรุปว่าควรขับไล่ผู้อพยพต่างชาติให้ออกนอกประเทศทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยของชาวอเมริกัน ขยายความอีกว่าเขาคือคนเดียวเท่านั้นที่สามารถปกป้องชีวิตชาวอเมริกันจากภัยคุกคามทุกอย่าง

            เหตุแรงงานต่างชาติสังหารนายจ้างเป็นเรื่องจริง แต่ผู้อพยพน้อยคนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ไม่เอ่ยถึงประโยชน์ที่ชาวอเมริกันได้จากแรงงานเหล่านี้ ไม่พูดว่าแรงงานต่างชาติถูกนายจ้างบางคนกดขี่ข่มเหงอย่างไร ไม่เอ่ยตัวเลขสถิติเพื่อให้เห็นความจริงว่านายจ้างเสียชีวิตด้วยฝีมือลูกจ้างกี่คน ลูกจ้างเสียชีวิตด้วยฝีมือนายจ้างกี่คน ข้อเท็จจริงที่ว่าชาวอเมริกันเสียชีวิตด้วยฝีมือคนอเมริกันเอง มีมากกว่านับพันนับหมื่นเท่า ที่สำคัญคือ การพูดเรื่องเหล่านี้ไม่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าทรัมป์สามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่างดังที่เขาอวดอ้าง

            ความเข้าใจที่สำคัญคือ มนุษย์แม้รู้จักใช้เหตุผล สามารถหาคำตอบอย่างเป็นเหตุเป็นผล แต่ในหลายสถานการณ์มนุษย์ให้อารมณ์ความรู้สึกอยู่เหนือเหตุผล โดยที่ตัวเขาเองอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังตัดสินบนเหตุผลหรือความรู้สึก

            ดังนั้น ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนไม่ได้เลือกผู้นำด้วยเหตุผลเท่านั้น หลายคนให้อารมณ์ความรู้สึกนำเหตุผล ความเป็นไปของระบอบประชาธิปไตยจึงไม่ขึ้นกับตรรกะ ความรู้ตามหลักวิชาการ

            คำว่า “ความคิดเสรี” เสรีภาพทางความคิด แท้จริงแล้วมีส่วนผสมของอารมณ์ความรู้สึก ที่หลายครั้งขัดแย้งกับตรรกะ ทางเลือกที่สมเหตุผล

            แต่ผู้สนับสนุนระบบประชาธิปไตย เสรีนิยม ยังยืนยันว่ามนุษย์เป็นผู้มีความสามารถ คิดตัดสินใจอย่างถูกต้อง สมเหตุสมผล

            ในทางปฏิบัติกลายเป็นว่าไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องนี้ ผู้สมัครหาเสียงโดยใช้จิตวิทยา มุ่งเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้ฟัง ใช้กลยุทธ์หาเสียงที่เล่นความอารมณ์ความรู้สึก สื่อหลายสำนักรายงานเรื่องที่คนอ่านอยากฟัง สนองความต้องการทางอารมณ์

            เพราะแท้จริงแล้ว มนุษย์ไม่ใช่ผู้ที่ยึดถือตรรกะเหตุผลเสมอไปนั่นเอง

 

เมื่อสังคมเริ่มคิดอย่างจริงจัง :

            ในช่วงที่ยังอยู่ระหว่างการแข่งขันภายในพรรค นักวิชาการ สื่อต้องกระจายให้ความสำคัญต่อทั้ง 2 พรรค แต่ละพรรคมีผู้สมัครหลายคน เป็นบริบทที่ไม่อาจเจาะจงสนใจใครคนใดคนหนึ่ง

           ในช่วงนั้น ทรัมป์โดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ แต่การตั้งคำถามต่อแนวคิดของทรัมป์อย่างจริงจังมีน้อย อีกทั้งเป็นช่วงแข่งขันภายในพรรค จึงยังไม่ค่อยสนใจรายละเอียดนโยบาย

            เมื่อทรัมป์กลายเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกัน และคู่แข่งฝ่ายตรงข้ามคือฮิลลารี สังคมตั้งคำถามต่อผู้สมัครที่เหลือเพียง 2 คน สื่อสามารถให้พื้นที่เต็มที่ ประเด็นข้อสงสัย ข้อวิพากษ์ที่เคยเอ่ยถึงแบบผิวๆ กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดซ้ำๆ เจาะลึกมากขึ้น

            และเมื่อเหลือผู้สมัครเพียง 2 คน เป็นธรรมเนียมที่แต่ละคนจะต้องนำเสนอรายละเอียดนโยบาย (อย่างน้อยบางประเด็น) ทรัมป์ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น

            สถานการณ์จึงเปลี่ยนไป ทรัมป์ไม่อาจหลบเลี่ยงที่จะถูกวิพากษ์รอบด้าน ผนวกกับทรัมป์พูดหลายเรื่องที่ขัดแย้งความเข้าใจของคนบางส่วน (แม้บางส่วนเห็นด้วย) ทำให้ “ภาพลบ” ของทรัมป์นับวันจะชัดเจนยิ่งขึ้น นับวันจะเห็นหลักฐานความบกพร่องของทรัมป์

            สิ่งที่ทรัมป์เคยใช้เป็นยุทธศาสตร์หาเสียงบัดนี้กลายเป็นข้อด้อยในตัวเอง เมื่อสังคมเริ่มคิดอย่างจริงจัง ตั้งถามอย่างจริงจัง

            ยุทธศาสตร์เชื่อผู้นำเกิดอาการสั่นคลอน เริ่มไม่มั่นใจว่าเชื่อได้จริงหรือไม่

 

            ข้อคิดที่ได้คือ เมื่อสังคมมีเวลา สังคมจะวิพากษ์ประเด็นเชิงรายละเอียด สื่อกล้าตั้งคำถามเชิงลบ นำเสนอข้อมูลรอบด้าน (ทั้งบวกและลบ) สังคมจะเรียนรู้ เห็นข้อดีข้อเสียอย่างสมจริงสมจัง เริ่มตั้งสติได้ ไม่ปล่อยใจให้คล้อยตามนักเลือกตั้ง นักพูดอีกต่อไป

            สภาพที่บางคนเลือกผู้สมัครคนหนึ่งเพื่อสกัดผู้สมัครอีกคน เป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งว่าผู้คนเรียนรู้และตอบสนอง

            เป็นระบบประชาธิปไตยที่ทำงานอย่างที่ควรเป็น แม้ยังไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด

 

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

            การเชื่อผู้นำไม่ใช่เรื่องผิด ธรรมชาติมนุษย์อยู่ในภาวะเชื่อผู้นำเสมอๆ เด็กทุกคนผ่านช่วงเวลาที่ต้องเชื่อฟังพ่อแม่โดยไม่โต้เถียง ปัญหาคือสหรัฐฯ อ้างว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เสรีภาพส่วนบุคคลสำคัญที่สุด แต่ทรัมป์หาเสียงด้วยหลักเชื่อผู้นำ กีดกันการตรวจสอบนโยบายที่เขานำเสนอ สวนทางหลักประชาธิปไตย ถ้าวิเคราะห์ในกรอบกว้าง แท้จริงแล้วมนุษย์ไม่ใช่ผู้ใช้แต่เหตุผลเท่านั้น ยังตัดสินใจเรื่องต่างๆ ตามอารมณ์ความรู้สึก ความเป็นไปทางการเมืองจึงไม่ใช่เรื่องของตรรกะ เหตุผลเท่านั้น สวนทางหลักประชาธิปไตยที่อ้างว่ามนุษย์คือผู้ใช้เหตุผล ตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุด

8 พฤศจิกายน 2016

ชาญชัย คุ้มปัญญา

--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :

  1. โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จากชื่อที่ไม่มีใครคิดว่าจะชนะ

ทรัมป์เป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่นักการเมือง เมื่อลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจึงมีคำถามว่าจะไปรอดหรือไม่ ผลปรากฏว่าทรัมป์สามารถชนะผู้สมัครคนดังคนอื่นๆ กลายเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันด้วยคะแนนสูงลิ่ว เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ยุทธศาสตร์ กลยุทธ์หาเสียงของทรัมป์ เป็นที่น่าศึกษา ให้ความเข้าใจทั้งวิธีหาเสียงของเขา และในประเด็นที่กว้างกว่า เช่น มุมมองของชาวอเมริกัน ระบอบประชาธิปไตยอเมริกา

  1. ทรัมป์ผลักดันให้คนไปเลือกตั้งด้วย “ความกลัว”

มนุษย์ทุกคนมีความกลัวไม่มากก็น้อย ผู้สมัครหาเสียงใช้ความเป็นมนุษย์ข้อนี้ สร้างภาพให้เกิดความกลัว เพื่อผลักดันให้ประชาชนไม่เลือกคู่แข่ง หรือผลักดันให้ประชาชนเลือกเขา เช่น เพราะมนุษย์กลัวถูกทำร้ายทำลายจึงต้องเลือกผู้ปกครองคอยปกป้อง ปัญหาคือหลายครั้งผู้สมัครหาเสียงขยาย “ความกลัว” จนรุนแรงเกินจริง ซ้ำร้ายกว่านั้นคือสร้างประเด็นเพื่อให้เกิดความกลัว กลายเป็นสังคมที่เชื่อความเท็จ ตั้งอยู่บนความเท็จ ตรงข้ามกับสิ่งนี้คือชีวิตที่ตั้งอยู่บนความหวัง ทัศนคติแง่บวก ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

 

บรรณานุกรม:

  1. Appelbaum, Yonia. (2016, October 2). Trump Is No Moral Exemplar—He's a Champion. The Atlantic. Retrieved from http://www.theatlantic.com/politics/archive/2016/10/trump-is-no-moral-exemplarhes-a-champion/502586/
  2. Buncombe, Andrew., Usborne, David. (2016, July 28). Barack Obama's DNC 2016 speech: Read the transcript in full. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-elections/barack-obamas-dnc-2016-speech-read-the-transcript-in-full-a7159331.html
  3. Khazan, Olga. (2016, October 13). Why People Fall for Charismatic Leaders. The Atlantic. Retrieved from http://www.theatlantic.com/science/archive/2016/10/why-people-fall-for-charismatic-leaders/503906/
  4. Magleby, David B., Light, Paul C. (2009). Government by the People (23rd Ed.). USA: Pearson Education.
  5. Magstadt, Thomas M. (2009). Understanding Politics (8th Ed.). CA: Wadsworth/Cengage Learning.
  6. Polsby, Nelson W., Wildavsky, Aaron., Schier, Steven E., & Hopkins, David A. (2016). Presidential Elections: strategies and structures of American politics (14th Ed.). Maryland: Rowman & Littlefeld.
  7. Reill, Peter Hanns. (2004). Introduction. In Encyclopedia Of The Enlightenment (Revised Ed., pp.ix-xi). New York: Book Builders Incorporated.
  8. Tumulty, Karen., Rucker, Philip. (2016, October 19). At third debate, Trump won’t commit to accepting election results if he loses. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/politics/trump-wont-commit-to-accepting-election-results-if-he-loses/2016/10/19/9c9672e6-9609-11e6-bc79-af1cd3d2984b_story.html

-----------------------------

26 กันยายน 2561

ผู้ชม 2753 ครั้ง

Engine by shopup.com