ดูบทความนโยบายจีนเดียว (one-China policy) อดีต ปัจจุบันและอนาคต

นโยบายจีนเดียว (one-China policy) อดีต ปัจจุบันและอนาคต

 

            เมื่อเอ่ยประเด็นไต้หวันจะเกี่ยวพันกับนโยบายจีนเดียว (one-China policy) รัฐบาลจีนถือว่าเกาะไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน เป็นเช่นนี้ตามประวัติศาสตร์จีน รัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อปี 1972 ยอมรับเช่นนี้ แต่บริบทที่เปลี่ยนแปลงทำให้การยึดถือนโยบายจีนเดียวเปลี่ยนแปลงไปด้วย ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม เป็นประเด็นหลักของบทความนี้

            รัฐบาลจีนมองนโยบายจีนเดียวในเชิงอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน ยึดขอบเขตอาณาเขตตั้งแต่ญี่ปุ่นประกาศแพ้สงครามเมื่อปี 1945 ไต้หวันครั้งหนึ่งเป็นอาณานิคมญี่ปุ่น บัดนี้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของจีนดังเดิมแล้ว แต่ประวัติศาสตร์ไม่หยุดเพียงเท่านี้ ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้ชัยในสงครามกลางเมืองจีน สถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อตุลาคม 1949 ส่วนพวกพวกชาตินิยมเจียงไคเช็คถอยร่นไปตั้งหลักบนเกาะไต้หวัน จัดตั้งรัฐบาลปกครอง แต่จีนถือว่าเป็นพวกแบ่งแยกดินแดน เป็นรัฐบาลเถื่อน สักวันจะต้องนำไต้หวันกลับมาอยู่ในอ้อมอกแผ่นดินแม่ ให้จีนเป็นจีนที่ครบบริบูรณ์

            ไต้หวันจึงเป็น “ติ่ง” ของการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ที่ยังไม่แล้วเสร็จ

 

ปิดล้อมจีน 1949-1972 :

            ทั้งๆ ที่รัฐบาลเหมาเจ๋อตง (Mao Zedong) พยายามติดต่อสร้างสัมพันธ์กับสหรัฐฯ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายปิดล้อมจีนดังเช่นที่ปฏิบัติต่อประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์อื่นๆ สนับสนุนฝ่ายชาตินิยม (ก๊กมินตั๋ง) ที่นำโดยเจียงไคเช็ค (Chiang Kai-shek) ถือว่ารัฐบาลไต้หวันคือรัฐบาลจีนที่ชอบด้วยกฎหมาย มีสัมพันธ์การทูตอย่างเป็นทางการ ถึงกับผลักดันให้ไต้หวัน (สาธารณรัฐจีน) ได้เป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ

ผลของสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม :

            มิถุนายน 1950 เกิดสงครามเกาหลี ระหว่างฝ่ายเหนือที่ใกล้ชิดคอมมิวนิสต์กับฝ่ายใต้ที่ใกล้ชิดสหรัฐฯ เมื่อเริ่มต้นกองทัพเกาหลีเหนือบุกเข้าแดนเกาหลีใต้

            ปลายปี 1950 กองกำลังสหประชาชาติที่นำโดยสหรัฐฯ กลับมาเป็นฝ่ายได้ชัย สามารถตีโต้กองทัพเกาหลีเหนือให้ถอยร่นไปอยู่หลังเส้นขนานที่ 38 ประธานาธิบดีทรูแมนเห็นด้วยกับการรบให้ได้ชัยชนะเบ็ดเสร็จรวมเกาหลีเป็นหนึ่งเดียว จึงสั่งให้กองทัพบุกขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ จนใกล้แม่น้ำยาลู (Yalu River) แนวพรมแดนระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือ

            รัฐบาลเหมาแต่เดิมยอมรับแนวคิดหยุดยิงตามเส้นขนาน 38 แต่เมื่อกองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเหนือเรื่อยๆ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวจีนเกรงว่าสหรัฐฯ อาจส่งกองทัพข้ามพรมแดนเพื่อรบกับจีน (แม้สหประชาชาติกับสหรัฐฯ ต่างให้คำมั่นว่าจะไม่บุกข้ามไปยังฝั่งจีน) จึงระดม “ทหารอาสา” ส่งเข้ารบในเกาหลี สงครามเกาหลีกลายเป็นการสู้รบระหว่างทหารจีนกับทหารอเมริกัน

            ในช่วงเวลาเดียวกัน ปี 1950 รัฐบาลเหมาลงนามเป็นพันธมิตรกับสหภาพโซเวียต ในขณะนั้นจีนอยู่ระหว่างการฟื้นฟูบ้านเมือง หวังความช่วยเหลือจากโซเวียตทุกด้าน โดยเฉพาะด้านอาวุธ เศรษฐกิจ ความรู้ทางเทคนิค และการสนับสนุนในเวทีโลก ทศวรรษ 1950 เป็นช่วงที่ 2 คอมมิวนิสต์มีสัมพันธ์ชื่นมื่น

            สงครามเกาหลี ทำให้สหรัฐฯ ต้องเผชิญหน้ากับ 2 ประเทศคอมมิวนิสต์ยักษ์ใหญ่พร้อมๆ กัน คือสหภาพโซเวียตกับจีน

            อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์จีนกับโซเวียตชื่นมื่นได้ไม่นาน เมื่อเข้าทศวรรษ 1960 รัฐบาลเหมาวิพากษ์พฤติกรรมโซเวียตหลายอย่าง เห็นว่ากำลังเป็นจักรวรรดินิยมในหมู่โลกสังคมนิยม (social imperialism) รัฐบาลโซเวียตพูดกับจีนราวกับจีนอยู่ใต้บังคับบัญชา ดังเช่นหลายประเทศในยุโรปตะวันออกที่อยู่ใต้อิทธิพลโซเวียต

            เมื่อเข้าสู่สมัยนประธานาธิบดี นิกิต้า ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) โซเวียตดำเนินนโยบายสานสัมพันธ์กับสหรัฐฯ กลายเป็นข้ออ้างให้ประธานเหมาปฏิเสธความเป็นผู้นำคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต ในขณะที่สหภาพโซเวียตมองตนเป็นผู้นำการปฏิวัติเสมอ มีการโต้แย้งแนวทางปฏิวัติอย่างรุนแรง ความสัมพันธ์ทวิภาคีเสื่อมลงต่อเนื่อง โซเวียตตัดความช่วยเหลือทั้งด้านเศรษฐกิจ การทหาร และส่งกองทัพประชิดชายแดนจีน ประธานเหมาตอบโต้ด้วยการประกาศพึ่งพาตนเอง คอมมิวนิสต์แตกออกเป็น 2 ค่าย

            ในทศวรรษ 1960 แม้ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์เหมือนกัน จีนกับสหภาพโซเวียตเป็นศัตรูต่อกัน เป็นช่วงที่จีนโดดเดี่ยวที่สุด ต้องพึ่งพาตนเองทุกด้าน

 

            อีกเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อเข้าทศวรรษ 1960 สงครามกลางเมืองเวียดนามรุนแรงมากขึ้น สหรัฐฯ เริ่มส่งทหารจำนวนมากเข้าช่วยเวียดนามใต้ รัฐบาลจีนยึดหลักคิดเดิมคือเกรงว่าหากสหรัฐฯ ชนะ กองทัพอเมริกันจะประชิดชายแดนตน จึงเข้าช่วยเวียดนามเหนือพร้อมกับโซเวียต

            สงครามเวียดนามกลายเป็นสงครามยืดเยื้อ บาดเจ็บล้มตายมากด้วยกันทุกฝ่าย ปี 1970 รัฐบาลสหรัฐฯ ยอมถอนกำลังกลับประเทศ ประเทศในแถบอินโดจีน (เวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา) จึงกลายเป็นคอมมิวนิสต์ และเนื่องจากรัฐบาลโซเวียตมีอิทธิพลค่อนข้างสูงต่อประเทศเหล่านี้ จีนจึงเห็นว่าชายแดนแถบนี้ถูกปิดล้อมด้วยฝ่ายโซเวียต

 

1972 จีน-สหรัฐฯ ฟื้นสัมพันธ์ :

            แต่แล้วนโยบายปิดล้อมจีนยุติเมื่อประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) เยือนจีนเมื่อปี 1972 หลังการเจรจาทั้งทางตรงทางลับเพื่อฟื้นความสัมพันธ์

            เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะจีนปรารถนามีความสัมพันธ์ดีกับสหรัฐฯ ตั้งแต่สถาปนาประเทศ อีกเหตุผลคือเกรงการรุกราน อาวุธนิวเคลียร์จากโซเวียต หวังว่าการจับมือกับสหรัฐฯ จะช่วยปรามไม่ให้โซเวียตใช้นิวเคลียร์กับตน

            ประวัติศาสตร์โลกต้องจารึกว่าสหรัฐฯ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำโลกเสรีจับมือกับประเทศคอมมิวนิสต์จีน ความแตกต่างเรื่องระบอบการปกครองไม่เป็นเหตุให้เป็นมิตรกันไม่ได้ ถ้าความร่วมมือมีคุณค่า มีประโยชน์มากพอด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย

            ในสมัยนั้นจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรงกว่าปัจจุบันมาก มากกว่าการปราบปรามที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคนั้น

            ควรบันทึกด้วยว่าหลังสิ้นผู้นำสตาลิน ฝ่ายโซเวียตเพิ่มความพยายามปรับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง รัฐบาลสหรัฐฯ เลือกที่จะจับมือกับจีนเท่านั้น

            นักวิชาการตะวันตกหลายคนอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวว่าเป็นไปตามหลักสัจนิยม (Realism) ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์รูปธรรมมากกว่าอุดมการณ์

 

            เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องเด่นมากในสมัยนั้น ไม่เพียงที่ 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ที่อุดมการณ์การเมืองต่างกันสามารถร่วมมือกัน ประเด็นสำคัญกว่านั้นคือสมดุลอำนาจโลกเปลี่ยนแปลง จีนที่เคยโดดเดี่ยวบัดนี้เชื่อมสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ซึ่งหมายถึงโลกตะวันตกและหลายประเทศทั่วโลก ในขณะที่สหภาพโซเวียตถูกโดดเดี่ยวหนักกว่าเดิม

            เป็นความสำเร็จทางการทูตครั้งใหญ่ ความสำเร็จของการคิดเชิงยุทธศาสตร์

           

            กุมภาพันธ์ 1972 รัฐบาลนิกสันกับรัฐบาลจีนลงนามในแถลงการณ์ร่วมสหรัฐฯ-จีน (U.S.–China joint communiqué) เนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่าสหรัฐฯ ยอมรับว่า “จีนทั้ง 2 ฝั่งของช่องแคบไต้หวันเป็นจีนเดียว และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน”

            แม้มีถ้อยแถลงดังกล่าว รัฐบาลจีนยังไม่พอใจ ประกาศไม่สถาปนาความสัมพันธ์การทูตตามปกติกับสหรัฐฯ ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ยังคงรักษาความสัมพันธ์กับไต้หวัน ในช่วงนั้น รัฐบาลนิกสันจับมือกับจีน แต่ยังคงเชื่อมสัมพันธ์กับไต้หวัน ฝ่ายจีนไม่ยอมรับสภาพดังกล่าว

            นอกจากนี้ จีนมีเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันอีก 3 ข้อ คือ ห้ามมีทหารต่างชาติในไต้หวัน ห้ามเคลื่อนไหวประกาศเอกราช และห้ามมีอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐฯ ตอบรับด้วยการถอนทหาร 8,000 นายออกจากไต้หวัน

            รัฐบาลจีนยอมสถาปนาความสัมพันธ์ตามปกติกับสหรัฐฯ ในปี 1978 เมื่อรัฐบาลสมัยประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ประกาศยอมรับว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนคือ “รัฐบาลจีนหนึ่งเดียวที่ถูกต้องตามกฎหมาย” และตัดความสัมพันธ์การทูตกับสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ในปี 1979

            นอกจากนี้ ได้ยกเลิกสนธิสัญญาความมั่นคงที่ทำกับไต้หวัน (Mutual Defense Treaty) ปรับเป็น Taiwan Relations Act มีใจความสำคัญว่าสหรัฐฯ ยังจะขายอาวุธแก่ไต้หวันเพื่อการป้องกันตนเอง และจะปกป้องไต้หวันแม้ปราศจากสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการ

            รัฐบาลสหรัฐฯ จึงยังคงขายอาวุธแก่ไต้หวันด้วยกฎหมายดังกล่าวเรื่อยมา

 

ประโยชน์ที่จีนกับสหรัฐฯ ได้จากนโยบายจีนเดียว :

            นอกจากรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน เปิดความสัมพันธ์การทูตกับจีนอย่างเป็นทางการ ยกเลิกความสัมพันธ์กับไต้หวัน ถอนทหารอเมริกันออกจากไต้หวัน ประโยชน์ที่จีนได้คือ ลดภัยคุกคามจากสหรัฐฯ มีสหรัฐฯ คอยป้องปรามสหภาพโซเวียต จีนสามารถติดต่อโลกตะวันตกและอีกหลายประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญเอื้อจีนเปิดประเทศต้อนรับการลงทุนจากนานาชาติ จนเศรษฐกิจเติบใหญ่ในปัจจุบัน

            ประโยชน์ที่สหรัฐฯ ได้คือ จีนช่วยปิดล้อมโซเวียต บั่นทอนหลักคิดสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ เป็นการลดจำนวนศัตรู บั่นทอนกำลังฝ่ายตรงข้าม

            รัฐบาลสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่าเหตุที่ต้องการปรับความสัมพันธ์กับจีนก็เพื่อสันติภาพ ทุกประเทศควรเคารพซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมโดยสันติ ตอบสนองพลเมืองที่ต้องการเสรีภาพ ความก้าวหน้าร่วมกัน แต่ข้อเท็จจริงคือรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้ประกาศเป็นมิตรกับคอมมิวนิสต์ทั้งหมด เพียงปรับ “ลดจำนวนศัตรู” ให้อยู่สภาพที่รับมือง่ายขึ้น ให้คอมมิวนิสต์เผชิญหน้าด้วยกันเอง สามารถใช้ประโยชน์จากการสร้างศัตรู การมีศัตรูต่อไป

            ในเชิงหลักการ ข้อสรุปที่ได้คือ เพื่อผลประโยชน์ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง รัฐบาลอเมริกันแต่ละชุดดำเนินนโยบายแตกต่างกัน ช่วงหนึ่งเป็นพันธมิตรกับไต้หวัน อีกช่วงหันมาเป็นมิตรกับจีน ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในบรรยากาศการต่อสู้แข่งขันระหว่างค่ายทุนนิยมเสรีกับค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

            เกิดคำถามว่า ในสมัยนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการเป็นศัตรูกับระบอบคอมมิวนิสต์ หรือเพียงแค่เจาะจงบางประเทศที่เลือกมาเป็นเป้าหมาย ความแตกต่างด้านอุดมการณ์การเมืองเป็นเรื่องรอง

 

ไต้หวันกับนโยบายจีนเดียว :

            ในช่วงสงครามเย็น รัฐบาลไต้หวันปลูกฝังเยาวชนให้กลับไปกู้ชาติ เสริมสร้างกองทัพขนานใหญ่ หวังว่าสักวันจีนจะกลายเป็นประเทศหนึ่งเดียวภายใต้การปกครองที่นำโดยรัฐบาลไต้หวัน ความฝันนี้นับวันจะเลือนราง ที่สำคัญคือขัดแย้งกับความต้องการของคนไต้หวันที่มุ่งสนใจเรื่องปากท้อง หวังใช้ชีวิตเสรี รายล้อมด้วยความสุขจากวัตถุ

            แม้นานาชาติจะไม่ยอมรับว่าเป็นรัฐ หลายทศวรรษที่ผ่านมาสถานการณ์บ้านเมืองโดยรวมสงบสุข เศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด เปลี่ยนไต้หวันจากสภาพชนบทเป็นสังคมที่เจริญรุ่งเรืองทางวัตถุเหนือกว่าหลายสิบประเทศโลก ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (newly industrialized country: NIC)

            ในทางการเมือง แม้พรรค Democratic Progressive Party’s (DPP) จะชูนโยบายประกาศเอกราช แต่เป็นแนวคิดเท่านั้น เช่นเดียวกับพรรคชาตินิยม (Kuomintang: KMT) ที่ระยะหลังปรับนโยบายเข้าหาจีน ก็ใช่ว่าต้องการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจีน แม้จีนจะเสนอแนวทาง “1 ประเทศ 2 ระบบ” (one country, two systems) พวกเขายังกังวลว่าจะสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้หรือไม่

            ความต้องการพื้นฐานของชาวไต้หวัน คือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องสนับสนุนเศรษฐกิจ รักษาความเป็นอิสระทางการเมืองการปกครอง

            ประเด็นอนาคตไต้หวันจึงอยู่ที่จะอยู่ร่วมกับจีนอย่างไร เศรษฐกิจ 2 ประเทศนับวันจะผูกพันเชื่อมโยง รวมถึงการเชื่อมสัมพันธ์ทางสายเลือด เมื่อนักธุรกิจไต้หวันนับแสนไปทำงานที่จีน คน 2 ฝั่งช่องแคบแต่งงานมีครอบครัว

            ถ้าไม่สร้างความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ รัฐบาลทั้งจีนกับไต้หวันต่างมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ดูแลปากท้องคนของตัวเอง สังคมสงบสุข สันติภาพยั่งยืนจะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลดังกล่าว สภาพเช่นนี้น่าจะเป็นแนวทางที่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินมากที่สุด

 

จีนได้ละเมิดหลักนโยบายจีนเดียว :

            ทศวรรษ 1960 เป็นช่วงที่สัมพันธ์จีนกับสหภาพโซเวียตเสื่อมทรามที่สุด จากนั้นความตึงเครียดจากสงครามเย็นเริ่มคลายตัว เมื่อสิ้นสงครามเย็น ความเป็นปรปักษ์สิ้นสุด หลักการอยู่ร่วมกันโดยสันติ 5 ประการ (Five Principles of Peaceful Coexistence) ที่จีนยึดมั่นเข้ากับรัสเซียได้ดี (ประกอบด้วย เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ไม่รุกรานอีกฝ่าย ไม่แทรกแซงกิจกายภายในของกันและกัน อยู่ร่วมด้วยความเท่าเทียม มีผลประโยชน์ร่วม และอยู่ร่วมอย่างสันติ)

            สัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ปัจจัยสำคัญมาจากการที่สหรัฐฯ เริ่มมองจีนเป็นภัยคุกคาม ชาติตะวันตกยังคงปฏิบัติต่อรัสเซียไม่ต่างจากอดีตสหภาพโซเวียต

            ประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) กล่าวว่าความเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างจีนกับรัสเซียมีความสำคัญยิ่งทั้งในระดับทวิภาคีและระดับโลก”

            จีนกับรัสเซียในปัจจุบันจึงเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์

            ข้อสรุปคือ ในทศวรรษ 1960 สหภาพโซเวียตเป็นปรปักษ์ของจีน เป็นที่มาของนโยบายจีนเดียว ปัจจุบันไม่มีสหภาพโซเวียต กลายเป็นรัสเซียที่เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับจีน น่าจะตีความว่าจีนได้ละเมิดหลักนโยบายจีนเดียวแล้ว

 

นโยบายจีนเดียวไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน :

            นโยบายจีนเดียวเป็นหลักการที่เกิดขึ้นในยุคสงครามเย็น เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ กับจีนร่วมมือต้านสหภาพโซเวียตในทศวรรษ 1970

            แต่บริบทปัจจุบันแตกต่างจากเดิมมาก ไม่มีโซเวียตที่เป็นคอมมิวนิสต์อีกแล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ในปัจจุบันไม่ได้ร่วมมือกับจีนเพื่อต้านโซเวียตรัสเซีย อีกทั้งรัฐบาลรัสเซียปัจจุบันมีสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับจีน ส่วนในอีกฝากหนึ่ง นับวันสหรัฐฯ จะแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรต่อจีนมากขึ้น ชัดเจนขึ้น นโยบายจีนเดียวนับวันจะไร้ความหมาย ไม่ว่าจะประกาศว่านโยบายดังกล่าวยังมีตัวตนหรือไม่ แท้จริงแล้ว ทั้งจีน สหรัฐฯ ต่างละเมิดนโยบายจีนเดียวด้วยกันทั้งสิ้น

            การเอ่ยถึงนโยบายนี้อีกครั้งจึงต้องวิเคราะห์ให้ถ่องแท้ว่าเพื่อสิ่งใด ต้องการให้เป็นประเด็นวิวาทะเท่านั้นหรือไม่

18 ธันวาคม 2016

ชาญชัย คุ้มปัญญา

----------------------

บรรณานุกรม:

  1. Dockrill, Michael L., & Hopkins, Michael F. (2006). The Cold War 1945-91 (2nd Ed.). New York: Palgrave Macmillan.
  2. Gelb, Leslie H., Simes, Dimitri K. (2013, June 25). Beware Collusion of China, Russia. The National Interest. Retrieved from http://nationalinterest.org/article/beware-collusion-china-russia-8640
  3. Goldstein, Steven M. (2016, December 12). Trump risks war by turning the One China question into a bargaining chip. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/news/monkey-cage/wp/2016/12/12/trump-is-risking-war-by-turning-the-one-china-question-into-a-bargaining-chip/
  4. Jentzen, Nicole. (Ed.). (2006). China and U.S. Policy. In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.199-121). California: Sage Publications.
  5. Kondapalli, Srikanth. (2008). China, People’s Republic of. In The Encyclopedia of the Cold War: A Student Encyclopedia. (pp.401-408). USA: ABC-CLIO.
  6. Shambaugh, David. (2014). International Relations in Asia: A Multidimensional Analysis. In David Shambaugh and Michael Yahuda (Eds.), International Relations of Asia (2nd ed.). Maryland : Rowman & Littlefield.
  7. Wang, Jenn-hwan (2006). Sovereignty, survival, and the transformation of the Taiwan state. In State Making in Asia. (pp.94-112). Oxon: Routledge.
  8. William J. Duiker. (2009). Contemporary World History (5th ed.). USA: Wadsworth.
  9. Xi pledges China will never seek hegemony. (2014, June 30). China Daily. Retrieved from http://english.peopledaily.com.cn/n/2014/0630/c90883-8748212.html

-----------------------------

26 กันยายน 2561

ผู้ชม 5100 ครั้ง

Engine by shopup.com