ดูบทความเป้าหมายเบื้องหลัง ห้ามคน 7 สัญชาติเข้าประเทศ

เป้าหมายเบื้องหลัง ห้ามคน 7 สัญชาติเข้าประเทศ

หมวดหมู่: สหรัฐอเมริกา

 

            27 มกราคม ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ลงนามห้ามคน 7 สัญชาติเข้าประเทศ ได้แก่ อิหร่าน อิรัก ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน ซีเรียและเยเมน คำสั่งนี้มีผล 90 วันสำหรับผู้เดินทางทั่วไป และมีผล 120 วันสำหรับผู้อพยพลี้ภัย ประชากรส่วนใหญ่ของทั้ง 7 ประเทศเป็นมุสลิม

            ทำเนียบขาวชี้แจงว่าคำสั่งมีเพื่อปกป้อง “สหรัฐอเมริกาจากประเทศที่อะลุ้มอล่วยต่อก่อการร้าย” เพื่อที่รัฐบาลจะมีเวลาตระเตรียมระบบป้องกันที่เข้มงวดกว่าเดิม คำชี้แจงให้ความเข้าใจว่ามาตรการห้ามคน 7 สัญชาติเป็นมาตรการชั่วคราว เป็นมาตรการเฉพาะหน้าในระหว่างที่รัฐบาลกำลังเตรียมระบบถาวร

            ท่ามกลางกระแสชุมนุมที่ก่อตัว ประธานาธิบดีทรัมป์ทวิชยืนยันจุดยืนว่า “ประเทศของเราต้องการชายแดนที่เข้มแข็งและการตรวจสอบอย่างเข้มงวดที่สุด (extreme vetting)” ขอให้ดูเหตุการณ์ร้ายที่เกิดทั่วทั้งยุโรปและทั่วโลก จำต้องตรวจหาผู้ก่อการร้ายก่อนที่พวกเขาจะเข้าประเทศ และเป็นนโยบายหนึ่งที่ได้หาเสียงไว้

 

มุ่งเป้ามุสลิมหรือไม่ :

            ในขณะที่นักวิเคราะห์ ผู้ชุมนุมหลายคนเชื่อว่ามุ่งกีดกันมุสลิม ประธานาธิบดีทรัมป์โต้ว่า “ไม่เกี่ยวกับศาสนา” เป็นเรื่องต่อต้านผู้ก่อการร้าย ดูแลคุ้มครองประเทศ

            ข้อวิพากษ์ประเด็นนี้ต้องพิจารณาย้อนกลับตั้งแต่ช่วงหาเสียง

            ในช่วงหาเสียง ทรัมป์ไม่ได้พูดว่ามุสลิมทุกคนเป็นผู้ก่อการร้าย ไม่ได้เอ่ยว่าอิสลามสนับสนุนก่อการร้าย แต่ท่าทีและนโยบายของทรัมป์ “ส่อเหมารวมว่าทุกคนคือผู้ต้องสงสัย” เช่น เสนอนโยบายตรวจสอบติดตามมุสลิมทุกคน ตรวจตรามัสยิดทุกแห่ง ทั้งๆ ที่มุสลิมกับมัสยิดส่วนใหญ่ต่อต้านผู้ก่อการร้ายอยู่แล้ว ผู้ที่สนับสนุนผู้ก่อการร้ายอย่าง IS/ISIL/ISIS เป็นคนส่วนน้อยของสังคมเท่านั้น

            ถ้าทรัมป์ยอมรับความแตกต่างระหว่าง IS กับมุสลิมทั่วไป ทรัมป์จะไม่เสนอนโยบายตรวจตรามัสยิดทุกแห่ง เพราะคำสอนจากมัสยิดทั่วไปไม่สนับสนุน IS

            การหาเสียงช่วงหลัง ทรัมป์พูดชัดว่าต้องการวางกรอบไม่รับมุสลิมอพยพกับมุสลิมจากบางประเทศเข้าเมือง โดยเฉพาะประเทศที่มีประวัติก่อการร้ายต่อสหรัฐฯ พยายามชี้ว่าคนเหล่านั้นคือต้นเหตุของก่อการร้ายในประเทศ เชื่อว่าเป็นแผนของผู้ก่อการร้ายที่จะแอบแฝงเข้าประเทศ

            การที่ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามชี้แจงในขณะนี้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา จึงสวนทางกับที่หาเสียงอย่างชัดเจน

หลักนโยบายของทรัมป์ต่อก่อการร้าย :

            ในสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่ง (inauguration address) ที่เพิ่งกล่าวเมื่อไม่ถึง 2 สัปดาห์ เอ่ยถึงนโยบายต่อต้านก่อการร้ายว่า ‘เรากระชับพันธมิตรเก่าและสร้างมิตรใหม่ จะร่วมกับโลกอารยะต่อต้านก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง (radical Islamic terrorism) จะทำลายพวกนี้ให้สูญสิ้นจากแผ่นดินโลก’

            แท้จริงแล้วผู้ก่อการร้ายในสหรัฐฯ กับทั่วโลกประกอบด้วยคนหลายเชื้อชาติ หลายศาสนา หรือเป็นคนไม่มีศาสนา แต่บ่อยครั้งที่ทรัมป์เอ่ยถึงจะมุ่งใช้คำว่า “radical Islamic terrorism” คำถามคือทำไมต้องใช้คำนี้ ทำไมต้องมีคำว่า “Islamic”

            Hatem Bazian ให้ความเห็นว่าการที่ทรัมป์หรือใครก็ตามที่ใช้คำว่า ก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง (radical Islamic terrorism) ย่อมตั้งใจที่จะเชื่อมโยง “อิสลาม” เข้ากับ “ก่อการร้าย” เข้ากับ “หัวรุนแรง, นิยมความรุนแรง”

            ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การปกครองภายในประเทศ คำว่า “ก่อการร้าย” กับ “หัวรุนแรง” ใช้กับกลุ่มนอกกฎหมาย กลุ่มที่รัฐบาล นานาประเทศมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร หวังทำลายกำจัด ดังนั้น ใครหรือองค์กรใดที่ถูกตีตราด้วย 2 คำเหล่านี้ ย่อมอยู่ฐานะเป็นปรปักษ์ต่อรัฐ เป็นภัยคุกคาม

            ที่ผ่านมาทรัมป์กับพวกพรรครีพับลิกันมักใช้คำว่า “ก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง”

            ถ้าอธิบายตามหลักศาสนา อิสลามกระแสหลักปฏิเสธแนวทางก่อการร้าย วิธีการของพวกหัวรุนแรงอย่างผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ IS/ISIL/ISIS ตลอดเวลาที่ผ่านมาสถาบันศาสนา องค์กรมุสลิมทั่วประเทศสหรัฐฯ กับทั่วโลกพยายามอธิบายชี้แจงเรื่อยมา

           เป็นความจริงที่มุสลิมบางคนบางกลุ่มตีความศาสนาในแบบที่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง ผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ IS ประกาศตัวว่าเป็นผู้ศรัทธาอิสลาม แต่คนเหล่านี้เป็นส่วนน้อยของโลกมุสลิม ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะ “เหมารวม” ว่ามุสลิมทุกคนจะเป็นอย่างผู้ก่อการร้ายเหล่านี้

            เช่นเดียวกับที่ไม่ควรเหมารวมว่า ประธานาธิบดีทรัมป์คืออเมริกา ชาวอเมริกันทุกคนเห็นด้วยกับทรัมป์ เพราะความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

           อาจกล่าวว่ากลุ่มคนที่คิดร้ายต่ออิสลาม เป้าหมายคือต่อตัว “อิสลาม” ไม่ใช่ “ก่อการร้าย” นั่นคือต้องการเหมารวม ไม่แยกแยะว่าเป็นมุสลิมรักสันติหรือผู้ก่อการร้าย

            ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าจะเกิดการตีความแง่ลบดังกล่าว รับรู้คำอธิบายชี้แจงจากสถาบันศาสนา ทรัมป์กับสมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคนยืนยันใช้คำนี้ ในช่วงหาเสียงทรัมป์โจมตีฮิลลารี คลินตันที่ไม่ยอมใช้คำดังกล่าว แล้วสรุปว่าฮิลลารีอ่อนแอ ไม่เหมาะที่จะเป็นประธานาธิบดี

            Hatem Bazian เชื่อว่าเป้าหมายสุดท้ายคือการเผชิญหน้ากับประเทศมุสลิม รวมถึงการใช้กำลังทหาร ทำสงครามเต็มรูปแบบ เป็นยุทธศาสตร์ใหม่นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ 9/11 (หรือเร็วกว่านั้นเล็กน้อย เป็นยุทธศาสตร์ใหม่ทดแทนการต่อต้านสังคมนิยมคอมมิวนิสต์)

            มีนักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนที่คิดเห็นตรงกับ Hatem Bazian

 

ในเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว : การสร้างความแปลกแยกระหว่างมุสลิมกับสังคมอเมริกา

            จากการวิเคราะห์พบว่า สิ่งที่รัฐบาลทรัมป์ทำในขณะนี้ ไม่ได้หมายความว่าทรัมป์ต้องการเปิดฉากทำสงครามเต็มตัวกับมุสลิมทันที ต้องเข้าใจว่าเป้าหมายมีทั้งแบบระยะสั้นกับระยะยาว จึงมียุทธศาสตร์หรือแผนชนิดระยะสั้นกับระยะยาวด้วย

            ความสำเร็จของเป้าหมายแต่ละขั้นสัมพันธ์กัน ส่งผลเป็นทอดๆ เหมือนการเดินบันได ถ้ายังอยู่ขั้นที่ 4 จะไม่สามารถกระโดดไปขั้นที่ 8 ต้องผ่านขั้นที่ 5-7 ก่อน

            ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ สิ่งที่รัฐบาลทรัมป์ทำในขณะนี้ ทำให้เกิดความแปลกแยกระหว่างมุสลิมกับสังคมอเมริกา

          ดังที่เคยนำเสนอในบทความก่อนว่า อันตรายร้ายแรงจากแนวนโยบายของทรัมป์คือสร้างความ “แปลกแยก” ระหว่างมุสลิมกับสังคมอเมริกา ความแปลกแยกในที่นี้หมายถึง การรู้สึกแตกต่าง ถูกปฏิบัติอย่างแตกต่างโดยไม่สมเหตุผล ถูกกีดกันให้ห่างออกไป ไม่อยากอยู่ร่วมกัน ไม่เป็นมิตร และลงเอยด้วยการเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ทั้งๆ ที่มุสลิมในอเมริกาส่วนใหญ่คือพลเมืองอเมริกันที่รักสันติ มุสสิมส่วนใหญ่ในโลกเป็นผู้รักสันติ

           เรื่องที่คนทั่วไปรู้ (รวมทั้งทรัมป์) ความแปลกแยกนี้กลายเป็นเรื่องเด่นตั้งแต่เหตุวินาศกรรม 9/11 เมื่อกันยายน 2001 สังคมอเมริกันกับสังคมโลกได้รับการตอกย้ำภัยจาก “อิสลามหัวรุนแรง” ผ่านผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ IS/ISIL/ISIS และอื่นๆ สารพัดกลุ่ม เกิดเหตุก่อการร้ายเป็นระยะๆ ในหลายประเทศ ทั้งที่ยุโรป เอเชีย แอฟริกา ออสเตรเลีย และอเมริกา

            ถ้ามองสถานการณ์ในมุมโรคกลัวอิสลาม (Islamophobia) จะได้คำตอบว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังโหมกระพือกระแส Islamophobia ในช่วงหาเสียงทรัมป์พยายามชูประเด็น “อิสลามหัวรุนแรง” หาเสียงโหนกระแส Islamophobia ที่มีอยู่ในสังคมอเมริกัน

            บัดนี้ ทรัมป์ไม่ได้ “โหน” กระแส แต่ “โหม” กระแสด้วยตนเอง

            Gordon Repinski เห็นว่าการกีดกั้นบางสัญชาติเข้าประเทศนอกจากไม่ช่วยต่อต้านก่อการร้าย ยังจะส่งเสริมก่อการร้ายด้วย เพราะมาตรการดังกล่าวจะยั่วยุมุสลิมบางคนให้มองแง่ลบต่อสหรัฐฯ มากขึ้น ผลลัพธ์คือความขัดแย้งระหว่างศาสนาเพิ่มสูงขึ้น

            ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ ประธานาธิบดีทรัมป์บอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา ในขณะที่สภาพความจริงที่ปรากฏคือสังคมอเมริกันกับมุสลิมบางส่วนรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเชิงลบต่อศาสนา

            ย้ำอีกครั้งว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เริ่มรุนนับจากเหตุวินาศกรรม 9/11 เมื่อกันยายน 2001 และกำลังรุนแรงขึ้นในรัฐบาลทรัมป์

 

อะไรที่ทรัมป์ต้องการจริงๆ :

            การห้ามคน 7 สัญชาติเข้าประเทศเป็นเพียงจุดเริ่มต้น คำถามสำคัญยิ่งคือ อะไรที่รัฐบาลทรัมป์ต้องการจริงๆ หวังสร้างกระแสต่อต้านมุสลิมระดับประเทศหรือไม่ เพื่อส่งต่อให้กับนโยบายต่างประเทศ นโยบายกลาโหม ประกาศต่อต้านประเทศที่สนับสนุนก่อการร้าย ที่ความจริงคือต่อต้าน “เพียงบางประเทศเท่านั้น”

          เรื่องนี้จะคล้ายสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุชที่ประกาศทำสงครามต่อต้านก่อการร้ายทั่วโลก ลงเอยด้วยการบุกยึดอัฟกานิสถาน โค่นล้มระบอบซัดดัมของอิรัก

            ณ ขณะนี้เร็วเกินไปที่จะสรุป สถานการณ์สดๆ ร้อนๆ ในระยะนี้อาจกำลังเดินทางไปสู่จุดใดจุดหนึ่งที่เป็น “เป้าหมายแท้จริง”

            เป้าหมายแท้จริงอาจเป็น 1 หรือ 2 ใน  7 ประเทศที่ถูกเอ่ยชื่อแล้ว

            เพราะทรัมป์เชื่อว่าเป็นแผนของผู้ก่อการร้ายที่จะแอบแฝงเข้าประเทศ ...

1 กุมภาพันธ์ 2017

ชาญชัย คุ้มปัญญา

--------------------------------

 

บรรณานุกรม:

  1. Bacon, John., Gomez, Alan. (2017, January 29). Protests against Trump's immigration plan rolling in more than 30 cities. USA Today. Retrieved from http://www.usatoday.com/story/news/nation/2017/01/29/homeland-security-judges-stay-has-little-impact-travel-ban/97211720/
  2. Bazian, Hatem. (2017, January 30). Trump's war on Islam and clash of civilization wrecking crew! Daily Sabah. Retrieved from http://www.dailysabah.com/columns/hatem-bazian/2017/01/30/trumps-war-on-islam-and-clash-of-civilization-wrecking-crew
  3. FULL TEXT: President Donald Trump's Inauguration Speech. (2017, January 20). ABC News. Retrieved from http://abcnews.go.com/Politics/full-text-president-donald-trumps-inauguration-speech/story?id=44915821
  4. Martin, Jonathan., Burns, Alexander. (2016, June 13). Blaming Muslims After Attack, Donald Trump Tosses Pluralism Aside. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/06/14/us/politics/donald-trump-hillary-clinton-speeches.html?_r=0
  5. Mccausland, Phil. (2017, January 30). Trump Defends His Immigration Ban Amid Uncertainty, Public Outcry. NCB News. Retrieved from http://www.nbcnews.com/news/us-news/civil-rights-groups-fight-trump-s-refugee-ban-uncertainty-continues-n713811
  6. Repinski, Gordon. (2017, January 30). Donald Trump Better Watch Out! Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/editorial-on-trump-and-his-dangerous-move-against-muslims-a-1132313.html
  7. Shear, Michael D., Kulish, Nicholas., & Feuer, Alan. (2017, January 28). Judge Blocks Trump Order on Refugees Amid Chaos and Outcry Worldwide. The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/01/28/us/refugees-detained-at-us-airports-prompting-legal-challenges-to-trumps-immigration-order.html
  8. Swicord, Jeff. (2016, June 13). Islamist Extremism in US Getting Closer Look. VOA News. Retrieved from http://www.voanews.com/content/islamist-extremism-in-america/3374109.html
  9. Trump's travel ban: What is it and who is affected? (2017, January 30). FRANCE 24. Retrieved from http://www.france24.com/en/20170130-trump-travel-ban-immigrants-executive-order-syrian-refugees-what-it-who-affected

-----------------------------

26 กันยายน 2561

ผู้ชม 3008 ครั้ง

Engine by shopup.com