ดูบทความประธานาธิบดีทรัมป์สานสัมพันธ์มิตรแท้ซาอุฯ

ประธานาธิบดีทรัมป์สานสัมพันธ์มิตรแท้ซาอุฯ

หมวดหมู่: ตะวันออกกลาง

ทันทีที่เท้าเหยียบแผ่นดินซาอุดิอาระเบียเมื่อ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) พร้อมสุภาพสตรีหมายเลข 1 ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น กษัตริย์ Salman Bin Abdul Aziz มาให้การต้อนรับถึงที่สนามบิน เพื่อเข้าร่วม Riyadh Summit 2017 (ประกอบด้วย 3 ประชุมสุดยอด ได้แก่ Saudi Arabia and United States summit กับ Gulf Cooperation Council (GCC) and United States summit และ Arab Islamic American summit)

 มิตรแท้มุสลิมไม่ใช่เรื่องใหม่ :

            เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่า รัฐบาลซาอุดิอาระเบียเริ่มมีสัมพันธ์พิเศษกับสหรัฐฯ ตั้งแต่สมัยประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt) กุมภาพันธ์ 1945 ไม่กี่เดือนก่อนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กษัตริย์ Abdul-Aziz bin Saud ได้พบประธานาธิบดีรูสเวลท์ สองฝ่ายตกลงกันว่าสหรัฐฯ จะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์น้ำมันซาอุฯ แลกกับการที่สหรัฐฯ จะปกป้องราชวงศ์ซาอุฯ จากภัยคุกคามความมั่นคง

            กว่า 7 ทศวรรษแล้วที่ความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับราชวงศ์ซาอุฯ ยังคงดำเนินต่อเนื่องเรื่อยมา และกำลังดำเนินต่อไปในสมัยรัฐบาลทรัมป์

            เป็นอีกหลักฐานว่าความแตกต่างทางศาสนากับระบอบการเมืองการปกครองไม่มีผลต่อการเป็นมิตรกับรัฐบาลสหรัฐฯ มากกว่าผลประโยชน์ที่สหรัฐฯ ได้รับ

 

การปกป้องระบอบซาอุฯ ในช่วงที่ผ่านมา :

            ถ้าย้อนหลังไปถึงสงครามอ่าวเปอร์เซียจนปัจจุบันจะเห็นการช่วยเหลือปกป้องที่สำคัญ ดังนี้

            ประการแรก การปกป้องจากกองทัพอัสซาด

            เมื่อกองทัพอิรักของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนบุกเข้าประเทศคูเวตเมื่อ 2 สิงหาคม 1990 รัฐบาลซาอุฯ วิตกกังวลเกรงว่าอิรักอาจบุกซาอุฯ ด้วยจึงร้องขอความช่วยเหลือ โดยความยินยอมจากรัฐบาลซาอุฯ ทหารอเมริกันจำนวนมากเข้ามาอยู่ในดินแดนซาอุฯ สหรัฐฯ กับพันธมิตรเริ่มต้นปฏิบัติการ Operation Desert Shield เพื่อสร้างแนวป้องกันไม่ให้อิรักรุกรานซาอุฯ กับพวกเป็นอันดับแรก ในขณะนั้นนักการศาสนานับร้อยในซาอุฯ เรียกร้องให้รัฐบาลยึดมั่นหลักศาสนา ขบวนการเคลื่อนไหวทางศาสนาเกิดขึ้นหลายกลุ่ม

            ตามด้วยสงคราวอ่าวเปอร์เซียครั้งแรกเมื่อ 15 มกราคม 1991 ขับไล่กองทัพอิรักออกจากคูเวต (Operation Desert Storm) ทหารอเมริกันราว 230,000 นายพร้อมทหารอีกหลายประเทศปลดปล่อยคูเวต เป็นอีกเหตุการณ์สำคัญที่ซาอุฯ ได้รับความคุ้มครองจากอเมริกา รัฐบาลซาอุฯ ตอบแทนด้วยการสนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่อเมริกา มีข้อมูลว่าซาอุฯ ใช้จ่ายเพื่อการนี้ถึง 64,000 ล้านดอลลาร์ (ส่วนหนึ่งมอบให้ประเทศอื่นๆ ที่ร่วมรบด้วย)

          ประการที่ 2 ร่วมต่อต้านอิหร่าน

            ก่อนการปฏิวัติอิสลาม 1979 รัฐบาลอิหร่านภายใต้กษัตริย์ชาห์ ปาห์ลาวี มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับสหรัฐฯ ทั้งนี้หลายคนเชื่อว่าเนื่องจากกษัตริย์ชาห์ได้ครองอำนาจด้วยความช่วยเหลือจาก CIA

            รัฐบาลอิหร่านหลังการปฏิวัติอิสลามดำเนินนโยบายที่เป็นอิสระจากสหรัฐฯ จึงไม่เป็นที่พอใจ อิหร่านมีความเชื่อเรื่อยมาว่ารัฐบาลสหรัฐฯ พยายามหาทางโค่นล้มรัฐบาลอิหร่าน รวมถึงวิธีใช้กำลังทหาร โดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานาเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่สหรัฐฯ

            ฝ่ายรัฐบาลซาอุฯ ต่อต้านอิหร่านเช่นกันเพราะอยาตุลเลาะห์ โคไมนี (Ayatollah Khomeini) แสดงบทบาทโดดเด่นในโลกมุสลิม เท่ากับบั่นทอนอิทธิพลของซาอุฯ ทั้งฝ่ายโลกกับศาสนา สั่นคลอนความชอบธรรมของระบอบกษัตริย์ซาอุฯ กับชาติอาหรับอื่นๆ

            ปัจจุบันทั้ง 2 ประเทศเห็นว่าอิหร่านคงนโยบายขยายอำนาจในภูมิภาค สนับสนุนก่อการร้าย หวังขยายบทบาทของตนในศาสนาอิสลาม อิหร่านจึงเป็นศัตรูร่วมของทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ กับซาอุฯ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ความระหองระแหงในอดีต :

            ในภาพรวม 2 ประเทศมีสัมพันธ์แนบแน่น แต่ภายใต้สัมพันธ์มีความขัดแย้งในบางประเด็น ยกตัวอย่าง

            ประการแรก ความระหองระแหงในสมัยรัฐบาลบุช

            แม้ชาติอาหรับจะเห็นด้วยกับการขับไล่กองทัพอิรักออกจากคูเวต ทำลายกองทัพซัดดัม แต่ไม่เห็นด้วยกับการโค่นล้มระบอบซัดดัม เจ้าชาย Saud Al Faisal รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศซาอุฯ ในขณะนั้นเตือนรัฐบาลบุชว่าการโค่นล้มซัดดัมอาจช่วยแก้ปัญหาหนึ่ง แต่จะสร้างอีกหลายปัญหา เท่ากับส่งมอบอิรักให้กับอิหร่าน เพราะเดิมนั้นระบบพรรคบาธ (Baath Party) คุมทั้งประเทศ เมื่อล้มพรรคบาธจะเป็นเหตุให้พวกชีอะห์ฟื้นตัว เอื้อประโยชน์อิหร่านโดยตรง

            ผลออกมาเป็นไปตามที่ชาติอาหรับกังวล ขั้วชีอะห์ที่เคยถูกกดหัวในสมัยซัดดัมได้รับการปลดปล่อย กลายเป็นเสียงข้างมากครองอำนาจรัฐบาลกับรัฐสภา เลือกตั้งทีไรขั้วชีอะห์จะเป็นฝ่ายชนะเพราะเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

            ถ้าซัดดัมยังอยู่ รัฐบาลซาอุฯ เชื่อว่าสามารถเจรจาต่อรองกันได้ ให้ซัดดัมเป็นรัฐกันชนอิหร่านต่อไป เพียงแค่ลดทอนกำลัง สอนบทเรียนให้รู้ว่าไม่ควรรุกรานคูเวต แต่การโค่นล้มระบอบซัดดัมเท่ากับส่งเสริมพวกชีอะห์อิรักขึ้นมาปกครองประเทศ

            ประการที่ 2 ความระหองระแหงในสมัยรัฐบาลโอบามา

            เจ้าชาย Mohammed bin Nawaf bin Abdulaziz แห่งซาอุดิอาระเบียเขียนบทความลงสื่อ The New York Times เมื่อ 17 ธันวาคม 2013 ชี้ว่าหลายทศวรรษที่ผ่านมาชาติตะวันตกกับซาอุฯ ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์อันดีต่อกันนานหลายทศวรรษ แต่มาวันนี้ความสัมพันธ์เหล่านี้กำลังถูกทดสอบจากความเห็นต่างต่อเรื่องอิหร่านกับซีเรีย รัฐบาลซาอุฯ ไม่อาจทนนิ่งเฉยอีกต่อไปเพราะนโยบายชาติตะวันตกต่ออิหร่านกับซีเรียอาจกระทบเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคตะวันออกกลาง

            การบรรลุร่างข้อตกลงแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์อิหร่านฉบับสมบูรณ์ ที่เรียกว่า Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) เป็นอีกเรื่องที่ชาติอาหรับรับไม่ได้มากที่สุด เนื่องจากยากจะเล่นงานอิหร่านด้วยเหตุผลโครงการพัฒนานิวเคลียร์อีกแล้ว

            โดยรวมแล้ว ฝ่ายซาอุฯ ไม่พอใจหลายเรื่องที่รัฐบาลโอบามาไม่ทำตามที่ซาอุฯ ต้องการ

 

คาดว่าสมัยทรัมป์จะแนบแน่นกว่าเดิม :

            ทั้งสมัยบุชกับโอบามาต่างมีเหตุให้ซาอุฯ ไม่พอใจ การก้าวขึ้นมาของทรัมป์จึงเป็นโอกาสที่ซาอุฯ จะลองเชื่อมสัมพันธ์ให้แนบแน่นกว่าเดิม

            หลังการหารือทวิภาคีได้ออกแถลงการณ์ร่วม “Joint Strategic Vision Declaration for the United States of America and the Kingdom of Saudi Arabia” เมื่อ 20 พฤษภาคม 2017 สาระสำคัญคือ ทั้ง 2 ประเทศยึดมั่น “ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เพื่อศตวรรษที่ 21” (strategic partnership for the 21st century) ร่วมกันหาทางต่อต้านแนวคิดสุดโต่ง ลัทธิก่อการร้าย พวกนิยมความรุนแรงสุดโต่ง (violent extremists) ที่คุกคามสันติภาพตะวันออกกลาง ทั้ง 2 ประเทศจะพัวพันประเทศอื่นๆ มากขึ้น เชื่อมโยงโครงข่ายความมั่นภูมิภาค มีศัตรูร่วมกัน เพื่อสันติภาพและความมั่งคั่งร่วมกัน

          จะสังเกตว่าแถลงการณ์ร่วมใช้คำว่า พวกนิยมความรุนแรงสุดโต่ง (violent extremists) ปราศจากคำว่าอิสลามหรือมุสลิม

 

            ประเด็นที่ควรเอ่ยถึงคือ ภาพที่เกิดขึ้นกับการประชุม Riyadh Summit 2017 (ประกอบด้วย 3 ประชุมสุดยอด) คือการเชิดชูบทบาทของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ประธานาธิบดีทรัมป์โดดเด่นท่ามกลางชาติอาหรับกับมุสลิมอื่นๆ 55 ประเทศ ราวกับว่าไม่มีผู้นำมุสลิมคนใดต่อต้านประธานาธิบดีทรัมป์ในประเด็นศาสนาความเชื่อ

            เช่นเดียวกับที่รัฐบาลซาอุฯ ได้รับการเชิดชูอีกครั้งราวกับเป็นผู้นำชาติอาหรับกับมุสลิมทั่วโลก ประกาศยกระดับความร่วมมือของกลุ่มต่อต้านก่อการร้ายกับประเทศอิหร่าน

            เรื่องการจัดซื้ออาวุธเป็นอีกเรื่องที่ควรเอ่ยถึง ปัจจุบันกองทัพซาอุฯ ได้ชื่อว่าเป็นกองทัพที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยและมีจำนวนมาก รายงาน The Military Balance 2017 โดย International Institute for Strategic Studies (IISS) ถึงกับจัดให้เป็นกองทัพที่มีอาวุธดีที่สุดในภูมิภาครองจากอิสราเอลเท่านั้น

            ในอีกแง่หนึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีมากเกินไปหรือไม่ ยกตัวอย่างในช่วงปี 2007-8 มีรถถังหลักทั้งสิ้นราว 1,000 คัน ประกอบด้วย M-1 ราว 300 คัน M-60 ราว 450 คันและ AMX-30 (ของฝรั่งเศส) อีกเกือบ 300 คัน ครึ่งหนึ่งของทั้งหมดไม่ได้ใช้งาน เก็บไว้เฉยๆ บางคนอธิบายว่ามีเผื่อให้ทหารต่างชาติเป็นพลขับป้องกันซาอุฯ

            ต้องเข้าใจว่าการซื้อขายอาวุธแตกต่างสินค้าทั่วไป จำต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาล ดังนั้น การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยอมขายอาวุธชั้นดีจำนวนมากสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย เช่นเดียวกับที่ซาอุฯ ซื้ออาวุธ MADE IN USA แทนที่จะซื้อจากประเทศอื่นๆ

            ประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม GCC มักซื้ออาวุธสหรัฐฯ เช่นกัน

            ในการเยือนซาอุฯ รอบนี้ รัฐบาลซาอุฯ สั่งซื้ออาวุธอเมริกัน 110,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,850,000,000,000 บาท หรือ 3.85 ล้านล้านบาท)

            ถ้าจะถามว่าการซื้ออาวุธจำนวนมากเป็นเรื่องแปลกหรือไม่ คำตอบคือเป็นการสั่งซื้อครั้งเดียวมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ แต่ไม่แปลกถ้าจะซื้อจากสหรัฐฯ เพราะแต่ไหนแต่ไรซาอุฯ ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จาก 3 แหล่งใหญ่คือสหรัฐฯ ฝรั่งเศส และอังกฤษ

            ที่น่าคิดคือในยามที่รัฐบาลซาอุฯ กำลังรัดเข็มขัด ลดเงินเดือนสวัสดิการข้าราชการ และคาดว่าสถานะการคลังปีนี้จะคงย่ำแย่ต่อ เนื่องจากน้ำมันยังทรงตัวในระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่กลับใช้งบประมาณซื้ออาวุธต่างชาติมหาศาล

            ส่วนถ้าจะวิพากษ์ทรัมป์ จะเห็นว่าประธานาธิบดีเหมือนเซลแมนขายอาวุธ ในยามที่ต้องรัดเข็มงบประมาณกลาโหมในประเทศ อาวุธ MADE IN USA เผชิญการแข่งขันจากอาวุธรัสเซีย แม้กระทั่งอาวุธของจีน อุตสาหกรรมอาวุธของอเมริกาเป็นผู้รับประโยชน์เต็มๆ

            นอกจากเงินก้อนดังกล่าว กษัตริย์ซาอุฯ กับประธานาธิบดีทรัมป์ร่วมลงนามสัญญาอื่นๆ มูลค่าราว 280,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการทหาร สินค้าทั่วไป พลังงานและปิโตรเคมี

 

มิตรแท้ของมุสลิม :

            การเยือนซาอุฯ ครั้งนี้แสดงให้เห็นความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับราชวงศ์ซาอุฯ เป็นเรื่องคาดการณ์ได้ล่วงหน้า เพราะ 2 เดือนก่อนหน้านี้มีสัญญาณดังกล่าวแล้ว คือเมื่อ Mohammed bin Salman รองมกุฎราชกุมารซาอุดิอาระเบียเยือนสหรัฐฯ แถลงการณ์ของฝ่ายซาอุฯ ระบุว่าแต่เดิม (สมัยรัฐบาลโอบามา) มีความเห็นต่างบางเรื่อง บัดนี้ 2 รัฐบาลคิดเห็นตรงกันแล้ว พร้อมกับสนับสนุนนโยบายของทรัมป์ว่า “ซาอุดิอาระเบียไม่เชื่อว่ามาตรการ (ห้ามคน 6 ประเทศเข้าเมือง) มุ่งเป้าชาติมุสลิมหรือศาสนาอิสลาม” มีจุดมุ่งหมายเพื่อสกัดผู้ก่อการร้ายเข้าประเทศเท่านั้น สหรัฐฯ ในฐานะรัฐอธิปไตยมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะทำเช่นนั้น แท้จริงแล้ว “ประธานาธิบดีทรัมป์เคารพศาสนาอิสลามอย่างจริงจัง” เห็นว่าอิสลามเป็นหนึ่งในศาสนาสำคัญแต่ถูกพวกหัวรุนแรงนำไปใช้ประโยชน์ ด้วยเหตุนี้ทรัมป์จึงเป็น “มิตรแท้ของมุสลิม” (true friend of Muslims) การมองทรัมป์แง่ลบต่ออิสลามเป็นเพราะสื่อบิดเบือน

            ดังที่เคยเสนอในบทความก่อนแล้วว่า ถ้ายึดตามถ้อยแถลงของเจ้าชาย Salman ย่อมต้องตีความว่ารัฐบาลซาอุฯ เห็นด้วยกับนโยบายต่อต้านก่อการร้ายของทรัมป์ ห้ามมองว่าทรัมป์กำลังคิดร้ายต่ออิสลาม

 

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

            นับจากโศกนาฏกรรม 9/11 เป็นต้นมา กระแสเกลียดชังมุสลิมในหมู่ชาติตะวันตกแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้เป็นจริงไม่มีใครปฏิเสธ อย่างไรก็ตามในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อรัฐบาลซาอุฯ ยังแนบแน่นไม่เสื่อมคลาย (แม้บางยุคบางช่วงอาจมีประเด็นที่ขัดแย้งกันบ้าง เป็นเรื่องปกติในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) และน่าจะแนบแน่นยิ่งขึ้นในสมัยรัฐบาลทรัมป์

            ส่วนที่ว่าทรัมป์เคยกล่าวอะไรที่ไม่ดีต่อมุสลิมหรือศาสนาอิสลามนั้น Mohammed bin Salman รองมกุฎราชกุมารเคยชี้แจงแล้วว่าเป็นการบิดเบือนจากสื่อ การเยือนซาอุฯ ของประธานาธิบดีทรัมป์ตอกย้ำว่ารัฐบาลซาอุฯ รับรองประธานาธิบดีทรัมป์ในเรื่องเหล่านี้ รัฐบาลซาอุฯ ในฐานะผู้พิทักษ์อิสลามกำลังทำงานร่วมกับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อความผาสุกของทั้งมุสลิมกับสหรัฐฯ

            จะว่าไปแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เพราะ 2 ฝ่ายได้ตกลงตั้งแต่สมัยก่อนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือเมื่อ 70 กว่าปีที่แล้ว

25 พฤษภาคม 2017

ชาญชัย คุ้มปัญญา

------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :

  1. คำสั่งห้าม 6 ประเทศของทรัมป์ ไม่ช่วยลดก่อการร้าย

หลังศาลระงับคำสั่งห้ามคน 7 ประเทศเข้าสหรัฐ ประธานาธิบดีทรัมป์ออกคำสั่งใหม่เหลือ 6 ประเทศ สาระสำคัญยังคงเช่นเดิม จาการวิเคราะห์คำสั่งห้ามใหม่ไม่ช่วยลดก่อการร้าย เพราะผู้ก่อการร้ายไม่จำต้องอยู่ใน 6 ประเทศนี้เท่านั้น การไม่ห้ามซาอุฯ และเหตุผลอื่นๆ ชวนให้สงสัยว่ารัฐบาลทรัมป์หวังการป้องกันก่อการร้ายมากเพียงไร มีเจตนาแอบแฝงอื่นหรือไม่

 2. ทรัมป์สัมพันธ์ดีกับซาอุฯ ร่วมต้านอิหร่าน

Mohammed bin Salman รองมกุฎราชกุมารซาอุดิอาระเบียหารือประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเป็นทางการ ฝ่ายซาอุฯ ไม่เชื่อว่ามาตรการ (ห้ามคน 6 ประเทศเข้าเมือง) มุ่งเป้าชาติมุสลิมหรือศาสนาอิสลาม แท้จริงแล้วทรัมป์เคารพศาสนาอิสลามอย่างจริงจัง เป็น “มิตรแท้ของมุสลิม” 2 ฝ่ายเห็นร่วมที่จะต้องจัดการอิหร่านตัวการทำลายเสถียรภาพภูมิภาค

 

บรรณานุกรม:

  1. ‘A new page’ as US President Donald Trump lands in Saudi Arabia. (2017, May 20). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1102136/saudi-arabia
  2. Convergence on Iran, visa ban during Mohammed bin Salman-Trump meeting. (2017, March 15). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/perspective/features/2017/03/15/Convergence-on-Iran-visa-ban-during-Mohammed-bin-Salman-Trump-meeting.html
  3. Cooper, Andrew Scott. (2011). The Oil Kings: How the U.S., Iran, and Saudi Arabia Changed the Balance of Power in the Middle East. New York: Simon & Schuster.
  4. Ghanim, David. (2011). Iraq’s dysfunctional democracy. California: ABC-CLIO, LLC.
  5. International Institute for Strategic Studies (IISS). (2017). The Military Balance 2017. USA: Routledge.
  6. Joint Strategic Vision Declaration for the United States of America and the Kingdom of Saudi Arabia. (2017, May 21). Retrieved from https://secureservices.riyadhsummit2017.org/UploadedImages/636309364411477597.pdf
  7. Phillips, Lela. (2003). Saudi Arabia. In Bankston III, Carl L. (Ed.), World Conflicts: Asia and the Middle East (Vol.2, pp. 460-474). California: Salem Press, Inc.
  8. Prince Mohammed bin Nawaf bin Abdulaziz. (2013, December 17). Saudi Arabia Will Go It Alone. The New York Times. http://www.nytimes.com/2013/12/18/opinion/saudi-arabia-will-go-it-alone.html?_r=0
  9. Ray, James Lee., & Kaarbo, Juliet. (2008). Global Politics, (9th Ed.). USA: Houghton Miffl in Company.
  10. Saudi Arabia and US sign agreements worth $280 billion. (2017, May 21). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/business/economy/2017/05/21/Saudi-Arabia-and-US-sign-agreements-worth-280-billion.html

11.Saudi Arabian Army. (2013, October 23). Saudi Defence. Retrieved from http://www.saudidefence.com/saudi-arabian-army/

  1. The White House. (2017, March 15). T Readout of the President's Meeting with Mohammed bin Salman Abdulaziz Al Saud, Deputy Crown Prince and Minister of Defense of the Kingdom of Saudi Arabia. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/03/15/readout-presidents-meeting-mohammed-bin-salman-abdulaziz-al-saud-deputy
  2. Trump ‘true friend of Muslims,’ Saudi prince says after meeting. (2017, March 15). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/380822-trump-saudi-muslim-friend/
  3. Ulrichsen, Kristian Coates. (2015). Insecure Gulf: The End of Certainty and the Transition to the Post-oil Era. New York: Oxford University Press.
  4. What to know about the meeting between the Deputy Crown Prince and Trump. (2017, March 15). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/features/2017/03/15/All-what-you-need-to-know-about-the-meeting-between-the-Crown-Prince-and-Trump.html
  5. Zuhur, Sherifa. (2011). Saudi Arabia. CA: ABC-CLIO, LLC.

-----------------------------

26 กันยายน 2561

ผู้ชม 2110 ครั้ง

Engine by shopup.com