ดูบทความการลุกฮือครั้งที่ 2 หรือการลุกฮือแห่งอัล-อักซอร์และข้อคิด

การลุกฮือครั้งที่ 2 หรือการลุกฮือแห่งอัล-อักซอร์และข้อคิด

หมวดหมู่: ตะวันออกกลาง

 

            Intifada แปลตรงตัวว่าการลุกฮือ (uprising) เน้นความหมายการลุกฮือต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซาของอิสราเอล

            การลุกฮือครั้งที่ 2 (Second Intifada) หรือการลุกฮือแห่งอัล-อักซอร์ (Al-Aqsa Intifada) เริ่มต้นตุลาคม 2000 สิ้นสุดในปี 2004

            การลุกฮือครั้งที่ 2 เริ่มต้น 28 กันยายน 2000 เมื่อเอเรียล ชารอน (Ariel Sharon) หัวหน้าพรรคลีคูต (Likud) เดินทางไปที่เขตวิหารศักดิ์สิทธิ์ Temple Mount หรือ al-HARAM AL-SHARIF ที่ตั้งของมัสยิดอัล-อักซอร์ (Al-Aqsa Mosque) ในเขตเมืองเก่าเยรูซาเล็ม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยราว 1 พันนาย

            และได้เดินรอบมัสยิดอัล-อักซอร์

            การเดินดังกล่าวถูกตีความว่าอิสราเอลต้องการยึดครองปาเลสไตน์ อีกทั้งเป็นพฤติกรรมเชิงสัญลักษณ์ศาสนาด้วยเนื่องจากเป็นมัสยิดที่มุสลิมถือว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดลำดับที่ 3

            ในวันที่ชารอนเดินทางไปวิหาร มีชาวปาเลสไตน์ออกมาขัดขวาง ทหารอิสราเอลตอบโต้ด้วยการยิงกระสุนยางใส่กลุ่มผู้ประท้วง วันรุ่งขึ้นชาวปาเลสไตน์จึงพร้อมใจลุกฮือประท้วง บางคนขว้างปาก้อนหินใส่ทหารอิสราเอลและชาวยิวที่อธิษฐานบริเวณกำแพงตะวันตก (Western Wall) ทหารอิสราเอลตอบโต้ด้วยการยิงปืนกระสุนจริง ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต 4 คน บาดเจ็บ 160 คน

 

            เดือนต่อมา คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ มีข้อมติ 1322 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมประณามการไปวิหารของนายชารอนว่าเป็นการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ทหารอิสราเอลทำเกินกว่าเหตุ

            การปะทะยังคงดำเนินต่อไป ในเวลาไม่ถึง 2 เดือนชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต 325 คน อิสราเอล 36 คน

            การปะทะรุนแรงขึ้น พวกปาเลสไตน์หันมาใช้ปืนและกับระเบิด อิสราเอลตอบโต้ด้วยการใช้รถถัง โจมตีด้วยเฮลิคอปเตอร์ ส่งทหารรุกเข้าไปในเขตเวสต์แบงก์ รวมทั้งปิดล้อมบ้านพักของยัสเซอร์ อาราฟัต (Yasser Arafat) ประธานองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ที่เมืองรามัลเลาะห์ เขตเวสต์แบงก์ เท่ากับว่าเป็นการปิดล้อมไม่ให้นายอาราฟัตหนี จนกระทั่งถูกวางยาพิษด้วยพอโลเนียม-210 และได้รับอนุญาตให้เดินทางไปรักษาตัวที่ปารีสเมื่ออาการเข้าขั้นสาหัสหมดทางเยียวยาแล้ว

 

            ธันวาคม 2000 ประธานาธิบดีบิลล์ คลินตัน เสนอแผนสันติภาพ Camp David II เนื้อหาคือ การสถาปนารัฐปาเลสไตน์ที่ประกอบด้วยฉนวนกาซา พื้นที่ร้อยละ 94-96 ของเขตเวสต์แบงก์ และให้เยรูซาเล็มตะวันออกกับเขตพื้นที่ Abu Dis เป็นเมืองหลวงของปาเลสไตน์ ส่วนเรื่องผู้ลี้ภัยนั้นเน้นให้สิทธิในการกลับคืนสู่รัฐปาเลสไตน์ แต่ไม่มีฝ่ายใดยอมรับข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการต่อสู้

            ประเด็นที่ไม่ควรละเลยคือก่อนเกิดการลุกฮือครั้งที่ 2 (Second Intifada) แผนสันติภาพ Camp David II ของประธานาธิบดีคลินตันเกือบจะได้ข้อยุติแล้ว แต่ด้วยการเยือนของนายชารอนทำให้เกิดความรุนแรง การเจรจาจึงหยุดชะงัก

            ถ้าย้อนมองจากครั้งนั้นจนถึงปัจจุบัน สันติภาพถาวรยังไม่เกิดขึ้น พร้อมๆ กันที่รัฐบาลอิสราเอลค่อยๆ รุกกินพื้นที่ ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่อาศัยในเขตเวสต์แบงก์ ฉนวนกาซา ขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่อย่างถาวร

            หากมีข้อตกลงสันติภาพ อิสราเอลคงเช่นนี้ไม่ได้ บ่มเพาะความขนขื่นแก่ชาวปาเลสไตน์ไม่หยุดหย่อน

            เมื่อเข้าสู่สมัยของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู.บุช (George W. Bush) เมื่อต้นปี 2001 ตามมาด้วยเอเรียล ชารอน (Ariel Sharon) ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ อิสราเอลในปีเดียวกัน นายกฯ ชารอนมีจุดยืนปฏิเสธการถ่ายโอนดินแดนที่ยึดครองแก่ปาเลสไตน์ รวมทั้งการให้ผู้ลี้ภัยกลับคืนสู่ปาเลสไตน์ สนับสนุนการตั้งถิ่นฐานในเขตยึดครอง ประธานาธิบดีบุชสนับสนุนชารอน ให้เหตุผลว่ากำลังต่อต้านการก่อการร้ายและโทษว่านายอาราฟัตต้องรับผิดชอบต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น

            ท่าทีของประธานาธิบดีบุชต่างจากคลินตันโดยสิ้นเชิง

            ภายใต้บริบทดังกล่าว ความรุนแรงจึงดำเนินต่อไป ชาวปาเลสไตน์ใช้วิธีระเบิดพลีชีพมากขึ้นและใช้กับเป้าหมายพลเรือนด้วย เช่น ก่อเหตุที่ศูนย์การค้า ร้านอาหาร และบนรถเมล์ ช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2000 ถึงกลางเดือนกรกฎาคม 2003 พลเรือนอิสราเอลเสียชีวิตรวม 317 คน ระเบิดพลีชีพกลายเป็นสัญลักษณ์ของการลุกฮือครั้งที่ 2 กลุ่มที่ถูกเอ่ยถึงมากคือฮามาส (Hamas) กับกลุ่ม Islamic Jihad

            ในขณะที่กลุ่ม al-Aqsa Martyrs’ Brigades ซึ่งส่วนหนึ่งของกลุ่มฟาตาห์ (Fatah) เน้นต่อต้านกองทัพอิสราเอลที่รุกเข้าในเขตเวสต์แบงก์กับฉนวนกาซาช่วงปี 2002 ต่อมาหันไปเล่นงานเป้าหมายพลเรือนด้วยเช่นกัน

 

            อิสราเอลได้โอกาสส่งทหารเข้าเขตเวสต์แบงก์ยึดครองพื้นที่ต่างๆ ทำลายอาคารและโครงสร้างฝ่ายความมั่นคงขององค์การบริหารปาเลสไตน์ (Palestinian Authority หรือ PA) เกือบทั้งหมด กล่าวได้ว่าเป็นการทำลายระบอบ PA จนราบเป็นหน้ากลอง

            การสังหารเป้าหมายเฉพาะเป็นอีกนโยบายหนึ่ง ในปี 2003 คณะรัฐมนตรีอิสราเอลอนุมัติการสังหารโดยไม่ผ่านการไต่สวน มุ่งเป้าบุคคลระดับแกนนำ สมาชิกที่สังกัดองค์กรใช้ระเบิดพลีชีพ ในช่วงเดือนกันยายน 2000 ถึงมิถุนายน 2004 มีผู้ตกเป็นเหยื่อถึง 249 คน อีกวิธีหนึ่งคือทำลายบ้านเรือนของผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับก่อการร้าย ฝ่ายอิสราเอลอ้างว่าแกนนำก่อการร้ายใช้พลเรือนเป็นโล่ ผลคือบ้านเรือน 668 หลังถูกทำลายราบ พลเรือนปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก วิธีการของอิสราเอลถูกประณามจากองค์การสิทธิมนุษยชนหลายแห่ง รวมทั้งสหประชาชาติ

 

            เมื่อเกิดเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 นายกฯ ชารอนก็ตีตราว่าพวกปาเลสไตน์เป็น “บิน ลาเดนของอิสราเอล” ทำการรบหนักกว่าเดิม ส่งทหารเข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในโซน A กับ B อิสราเอลเรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่า “Operation Defensive Shield” เข้ายึดครองพื้นที่ อาคารสถานที่ราชการของปาเลสไตน์ถูกทำลายราบโดยไม่ฟังคำทักท้วงของคณะมนตรีความมั่นคง ปฏิบัติการดังกล่าวทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต 497 คน บ้านเรือน 878 หลังถูกทำลายราบ ประชาชนราว 17,000 คนกลายเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัย นอกจากนี้นายกฯ ชารอนยังดำเนินแผนขั้นต่อไปคือการสร้างกำแพงกั้นระหว่าง 2 ฝ่าย

            โดยรวมแล้ว มีข้อมูลว่าการลุกฮือครั้งที่ 2 ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตทั้งสิ้น 3,040 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กว่า 500 คน บ้านเรือน 2,700 กว่าหลังถูกกองทัพอิสราเอลทำลาย ส่วนอิสราเอลเสียชีวิตทั้งสิ้นกว่า 1,000 คน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน

            อีกสิ่งที่ตามมาคือ ชาวอิสราเอลใช้ชีวิตอย่างหวาดผวา ต้องระแวดระวังภัยตลอดเวลา รัฐบาลแก้ไขด้วยวิธีสร้างกำแพงเป็นรั้วป้องกันตลอดพรมแดนระหว่างกัน ด้านเศรษฐกิจอิสราเอลสูญเสียมากเช่นกัน ต้องกู้เงินจากสหรัฐฯ จำนวนมาก

            ผลจากการที่รัฐบาลบุชสนับสนุนนโยบายชารอน ทำให้มุสลิมทั่วโลกเกลียดชังสหรัฐฯ มากกว่าเดิม เอื้อให้กลุ่มสุดโต่งได้รับความนิยม สามารถระดมคนได้มากและง่ายกว่าเดิม

 

วิเคราะห์องค์รวมและข้อคิด :

          ประการแรก แผนที่คิดมาดีแล้ว

          มีความเป็นไปได้สูงว่าเอเรียล ชารอน ตั้งใจเดินรอบมัสยิดอัล-อักซอร์ (Al-Aqsa Mosque) และคิดอยู่แล้วว่าการกระทำดังกล่าวจะยั่วยุชาวปาเลสไตน์กับมุสลิมทั่วโลกอย่างรุนแรง และดันทุรังไปถึงที่แม้ถูกขัดขวางระหว่างทาง

            ประการที่ 2 พร้อมที่จะใช้กำลังทหาร

            การยั่วยุมักตามมาด้วยความรุนแรง นี่คือข้อสรุปที่ได้ตั้งแต่อิสราเอลก่อตั้งประเทศ การยั่วยุได้ผลเมื่อเจ้าหน้าที่อิสราเอลใช้ความรุนแรงต่อชาวปาเลสไตน์ที่ชุมนุมโดยสงบในช่วงต้น และกลายเป็นการใช้กำลังต่อกัน บางครั้งรัฐบาลอิสราเอลไม่รอช้าส่งกองทัพเข้าเขตเวสต์แบงก์กับฉนวนกาซา เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง

            มุสลิมบางคนเลือกใช้วิธีเป็นระเบิดพลีชีพ ไม่ว่าวิธีการดังกล่าวจะถูกต้องในสายตามุสลิมหรือไม่ รัฐบาลอิสราเอลกับหลายประเทศตีตราว่าเป็นการก่อการร้าย เป็นอีกข้ออ้างที่นานาชาติต้องต่อต้าน

            ประการที่3 เป้าหมายที่ใหญ่กว่าของอิสราเอล

            บางคนเห็นว่าที่สุดแล้วปาเลสไตน์เป็นฝ่ายชนะ ฮามาสสามารถขับไล่อิสราเอลออกจากพื้นที่ สร้างบาดแผลแก่กองทัพอิสราเอล ข้อสรุปนี้มีส่วนถูกอยู่บ้าง แต่ต้องไม่ลืมว่าผลของการลุกฮือครั้งที่ 2 หรือการลุกฮือแห่งอัล-อักซอร์ คือการล้มแผนเจรจาสันติภาพที่เกือบได้ข้อสรุปแล้ว

            ทุกวันนี้แม้มีการพูดถึงการเจรจาสันติภาพ ดูเหมือนว่าในสมัยรัฐบาลบารัก โอบามาพยายามอย่างหนัก รวมถึงความพยายามจากหลายฝ่ายหลายประเทศ แต่ทั้งหมดลงเอยด้วยด้วยการเจรจาต่อไปไม่จบสิ้น

            สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือรัฐบาลอิสราเอลก่อสร้างบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในเขตยึดครองเรื่อยมา อธิบายได้ว่าอิสราเอลกำลังขยายดินแดน

          นี่ต่างหากคือนโยบายหลักของอิสราเอลตั้งแต่ปี 1967 เรื่อยมา

            ข้อคิดสำคัญคือ ไม่ว่ารัฐบาลอิสราเอลจะถูกประณามมากเพียงไร มหาอำนาจเข้ามาช่วยเจรจานับครั้งไม่ถ้วน ยืดเยื้อยาวนานหลายทศวรรษ ผลสรุปจากบัดนั้นจนบัดนี้คือ อิสราเอลยังคงขยายพื้นที่มากขึ้นๆ ตรงตามความต้องการของรัฐบาลอิสราเอล

 

           ประการที่ 4 เป้าหมายรัฐปาเลสไตน์ที่นับวันยิ่งจืดฉาง

            ความฝันสูงสุดของชาวปาเลสไตน์คือ สถาปนารัฐอธิปไตยอันประกอบด้วยดินแดนเขตเวสต์แบงก์ ฉนวนกาซา มีเยรูซาเล็มตะวันออกเป็นเมืองหลวง อิสราเอลคืนดินแดนยึดครองบางส่วน พร้อมกับต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ลี้ภัยทั้งหมด ได้รับความช่วยเหลือผ่านองค์กรระหว่างประเทศ

            ในการนี้ปาเลสไตน์พร้อมจะยุติการก่อการร้ายทั้งหมด 2 ประเทศจะอยู่ด้วยกันอย่างสันติ

            ในขณะที่เพื่อความอยู่รอด ต้องการพื้นที่เพิ่มเติม อิสราเอลเคยชินกับการทำทุกอย่าง ไม่สนใจว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ไม่สนใจว่าประเทศอื่นๆ จะมองตนอย่างไร เพราะความอยู่รอดของประเทศย่อมสำคัญกว่า

           เมื่อไม่นานนี้ รัฐบาลเนธันยาฮูขยับอีกขั้นด้วยการแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับแนวคิดก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ และล่าสุดคือการกระทำที่ฝ่ายปาเลสไตน์ตีความว่าคือการเข้าควบคุมมัสยิดอัล-อักซอร์ เรื่องที่ปาเลสไตน์กับมุสลิมทั่วโลกยอมไม่ได้

           การจะเคลื่อนไหวใดๆ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบรอบด้าน เข้าใจบริบทโลกปัจจุบัน ไม่เฉพาะเรื่องของตะวันออกกลางเท่านั้น

            การมีประเทศคนกลางที่ไว้ใจได้ ยึดหลักถอยคนละก้าวจนคืนสู่ปกติ น่าจะเป็นแนวทางที่ควรได้รับการพิจารณา

26 กรกฎาคม 2017

ชาญชัย คุ้มปัญญา

-----------------------

 บรรณานุกรม:

  1. Fraser, T. G. (2004). The Arab-Israeli Conflict (2nd Ed.). New York: Palgrave Macmillan.
  2. Harms, Gregory., Ferry, Todd M. (2008). The Palestine-Israel Conflict: A Basic Introduction (2nd Ed.). London: Pluto Press.
  3. Mattar, Philip. (2004). The Encyclopedia of the Modern Middle East and North Africa (2nd Ed.). USA: Thomson Gale.
  4. Mattar, Philip. (2005). al-Aqsa Intifada: Second Intifada, Intifada of 2000. In Encyclopedia of the Palestinians (revised ed., pp.23-24). New York: Facts On File, Inc.
  5. Stokes, Jamie. (Editor). 2009. Encyclopedia of The Peoples of Africa and the Middle East. New York: Infobase Publishing.

-----------------------------

26 กันยายน 2561

ผู้ชม 2286 ครั้ง

Engine by shopup.com