ดูบทความอุดมการณ์และนิยามประชาธิปไตย

อุดมการณ์และนิยามประชาธิปไตย

คำว่า “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” ที่เข้าใจง่ายคือ “การปกครองของประชาชน” (the rule of the people) ประชาชนปกครองกันเอง ไม่ใช่การปกครองโดยเทพเจ้า คนที่เทพเจ้าส่งมา หรือคนชนชั้นพิเศษที่เหนือกว่าประชาชน

            ในสมัยโบราณ ศาสนาอยู่คู่การปกครอง บางครั้งผู้นำศาสนาเป็นปกครองหรือมีอำนาจปกครอง เช่น จักรพรรดิ Octavian หรือ Augustus ของโรมันมีฐานะกึ่งเทพ อยู่ในฐานะเป็น “god-king” กษัตริย์เป็นสมมุติเทพ ฮ่องเต้จีนเป็นโอรสแห่งสวรรค์

            ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลามมีลักษณะเช่นนี้ ผู้ปกครองบางยุคบางแห่งมีอำนาจพิเศษที่ได้จากศาสนาอย่างชัดเจนหรือเกี่ยวข้องอย่างเด่นชัด

            กษัตริย์หรือเจ้าผู้ครองในสมัยโบราณเมื่อศรัทธาศาสนาใดก็จะให้คนในอาณาจักรศรัทธาด้วย กลายเป็นอาณาจักรมุสลิม เมืองพุทธ คริสต์

            อุดมการณ์ประชาธิปไตยต่อต้านแนวคิดเหล่านี้ การปกครองคือเรื่องของประชาชนเท่านั้น ไม่มีอำนาจพิเศษ อำนาจสวรรค์ใดๆ

 

            การที่กรีกโบราณได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบประชาธิปไตยยุคแรกเพราะให้ความสำคัญกับตัวมนุษย์

            เดิมนั้นชาวกรีกโบราณให้ความสำคัญกับเทพเจ้าไม่ต่างจากชนกลุ่มอื่นๆ เมื่อวันเวลาผ่านไปความสำคัญของเทพเจ้าลดน้อยลง ให้ความสำคัญต่อรัฐบาลมากขึ้น (ไม่ใช่เพราะความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่บั่นทอนความสำคัญต่อเทพเจ้า) อันหมายถึงพึ่งพาสติปัญญาของมนุษย์ด้วยกันเอง

            นักวิชาการเรียกว่าเป็นลัทธิเหตุผลนิยม (rationalism) และเมื่อประชาธิปไตยเอเธนส์พัฒนาถึงขีดสุด ความเชื่อทางศาสนาเป็นพิธีตามประเพณีมากกว่า

 

            ระบอบประชาธิปไตยมีสถาบันการเมืองต่างๆ กลุ่มการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้พัฒนาขึ้นมา บริหาร ดำเนินการโดยประชาชนหรือพลเมือง ให้ความสำคัญกับ “การมีสิทธิตัดสินใจโดยเสรี” “การมีส่วนร่วม” และ “ตัดสินใจร่วมกัน”

            สังคมประชาธิปไตยใดที่พลเมืองมีส่วนร่วมน้อย ไม่คิดตัดสินใจด้วยตนเอง พยายามเอาชนะด้วยจำนวนคนที่มากกว่า (เสียงข้างมาก) สังคมนั้นไม่ได้ตั้งอยู่บนอุดมการณ์ประชาธิปไตย

            นักประชาธิปไตยจึงต้องแยกระหว่างรูปแบบประชาธิปไตยที่มีแต่เปลือก กับสังคมที่ตั้งอยู่บนอุดมการณ์ประชาธิปไตย

 

            นอกจากนี้ ต้องช่วยกันรักษาเพิ่มพูนผลประโยชน์ร่วม (common good) สังคมใดที่คนในสังคมไม่ช่วยกันดูแลผลประโยชน์ร่วม ต่างคนต่างอยู่ แสวงหาประโยชน์ส่วนตนโดยไม่สนใจส่วนรวม เช่นนั้นไม่อาจเรียกว่าเป็นผู้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย

            ยกตัวอย่าง การช่วยการป้องกันชาติ การดูแลสมบัติราชการ สิ่งแวดล้อม เหล่านี้เป็นผลประโยชน์ร่วม

             แต่อุดมการณ์ประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงเรื่องการเมืองการปกครองเท่านั้น

            David Howarth แยกอุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็น 5 ด้าน คือ หลักนิยมการเมือง (political doctrine) ระบบการปฏิบัติต่อกันทางการสังคมและการเมือง (system of social and political practice) ความสับสนซับซ้อนของความสัมพันธ์ทางสังคม (mystification of social relations) เงื่อนไขการปกครองแบบประชาธิปไตยหรือรัฐบาลประชาธิปไตย (condition of democratic rule or governance) และสัญลักษณ์หรือองค์ประกอบด้านอุดมการณ์กับการเคลื่อนไหวทางการเมือง

            ประชาธิปไตยไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว มีหลายแบบ เช่น ‘capitalist democracy’, ‘social democracy’, ‘people’s democracy’, ‘green democracy’ และ ‘radical democracy’

            แต่ละรูปแบบยังแยกย่อยได้อีก

นิยาม การปกครองประชาธิปไตย (Democracy) :

            การปกครองประชาธิปไตย มาจากรากความคิดที่ว่ามนุษย์ทุกคนเสมอภาค ปัจเจกบุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการตัดสินใจดำเนินชีวิตด้วยตนเอง เป็นเจ้าของตนเอง แต่ด้วยประโยชน์ของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม จึงมารวมกันในระบอบการปกครองที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน ปกครองร่วมกัน อำนาจการปกครองเป็นของประชาชน

           ดังนั้น นิยามการปกครองประชาธิปไตย คือ การปกครองโดยประชาชน หรือประชาชนปกครองกันเอง (self-government) ดังที่อับราฮัม  ลินคอล์น กล่าวว่า “ประชาธิปไตย คือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน  และเพื่อประชาชน”

 

            ในยุคปัจจุบัน การที่รัฐบาลใดจะได้รับการยอมรับว่าเป็นประชาธิปไตยจะต้องมีลักษณะครบทั้ง 3 ประการ ดังนี้

            ประการแรก รัฐบาลของประชาชน

หมายถึง รัฐบาลจะต้องมาจากการเลือกของประชาชน และประชาชนสามารถเปลี่ยนแปลงผู้ปกครอง นั่นคือ ประชาชนอยู่ในฐานะเป็นเจ้าของรัฐบาล บ่งชี้ความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

และจะต้องกำหนดวาระดำรงตำแหน่ง เช่น 2 ปี 4 ปี เป็นหลักประกันว่าประชาชนมีโอกาสเปลี่ยนผู้ปกครอง

            ดังนั้น ประชาชนจึงมีส่วนร่วมทางการเมืองสูง ประชาชนสามารถเรียกร้องรัฐบาล รัฐบาลมีหน้าที่รับฟังและนำไปปรับปรุงงานบริหารประเทศ

            คำว่ารัฐบาลของประชาชนยังหมายถึงการไม่แบ่งเพศ สีผิว ชนชั้นทางสังคม ฐานะเศรษฐกิจ ทุกคนมีสิทธิในการเลือกตั้ง เป็นเจ้าของประเทศเท่าเทียมกัน

           

            ประการที่ 2 รัฐบาลโดยประชาชน

            หมายถึง พลเมืองทุกคนมีสิทธิที่จะเป็นผู้ปกครองทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น ถ้าหากได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ ผู้นำประเทศหรือผู้นำท้องถิ่นจึงเป็นบุคคลที่มาจากประชาชน ได้รับการยอมรับให้เข้ามาบริหารประเทศ

           

            ประการที่ 3 รัฐบาลเพื่อประชาชน

หมายถึง รัฐบาลจะต้องมีจุดประสงค์เพื่อความผาสุกของประชาชน

            รัฐบาลมีหน้าที่โดยตรงในการปกป้องคุ้มครองประชาชน ทั้งทางด้านกายภาพ สิทธิ เสรีภาพ

 

นิยาม ประชาธิปไตยโดยตรงกับโดยอ้อม :

            ประชาธิปไตยโดยตรง (Direct Democracy) หมายถึง พลเมืองมีสิทธิโดยตรงในการปกครอง วินิจฉัยตัดสินปัญหาสำคัญๆ ของประเทศ กล่าวคือ พลเมืองมีสิทธิเข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาประชาชนซึ่งทำหน้าที่เป็นสถาบันสูงสุดในการแสดงเจตจำนงของรัฐ

            ประชาธิปไตยโดยอ้อม (Indirect Democracy) หรือประชาธิปไตยโดยผู้แทนหรือประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) หมายถึง พลเมืองมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเข้าไปทำหน้าที่แทนตัวเองในรัฐสภา เจตจำนงของรัฐสภาถือเป็นความต้องการของประชาชนและต้องสะท้อนความต้องการของประชาชน ลักษณะนี้คล้ายคลึงกับที่อริสโตเติลกล่าวว่าเป็นระบอบการปกครองโดยคนส่วนน้อยภายใต้การควบคุมของคนส่วนใหญ่ สาระสำคัญไม่ใช่อยู่ที่การปกครองของคนส่วนน้อย แต่อยู่ที่การควบคุมจากคนส่วนใหญ่

 

            ประชาธิปไตยแบบตัวแทนยังแยกย่อยอีกหลายประเภท เช่น สาธารณรัฐนิยม (republicanism) กับเสรีนิยม (liberalism)

            สาธารณรัฐนิยม (republicanism) คือประชาธิปไตยตัวแทนประเภทหนึ่ง ตามประวัติศาสตร์จะให้ความสำคัญกับชาย ชนชั้นกลาง ส่วนพวกผู้หญิง เด็ก ชนชั้นแรงงานจะถูกกันออกจากการตัดสินใจทางการเมือง กับอีกแนวหนึ่งคือทุกคนมีส่วนร่วมทางการเมือง แสดงความคิดเห็นได้ แต่คณะผู้บริหารประเทศไม่ได้มาจากการเลือกจากประชาชนโดยตรง แต่มาจากการตัดสินใจของคนกลุ่มหนึ่งที่ตัดสินบนฐานความคิดเห็นประชาชน และยึดหลักประโยชน์สุขของสังคมโดยรวม

            แนวคิดสาธารณรัฐนิยมเป็นที่นิยมมากเมื่ออเมริกากำลังคิดจะประกาศเอกราช ก่อตั้งประเทศของตน ในสมัยนั้นคำว่าประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงการที่ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ ชายผิวขาวบางคนเท่านั้นที่มีสิทธิทางการเมืองอย่างบริบูรณ์

 

ชายผิวขาวบางคนเท่านั้นที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง :

            ในช่วงที่คนอเมริกันกำลังหารือรูปแบบการปกครองของตน เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin) ตัวแทนจากรัฐฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia) เห็นว่าชายผิวขาวทุกคนควรได้รับสิทธิ์ลงคะแนนเสียง แต่ที่ประชุม The Constitutional Convention of 1787 เห็นว่าเจ้าของที่ดินเท่านั้นคือผู้ที่สามารถรักษาเสรีภาพได้ดีที่สุด เจมส์ แมดิสัน (James Madison) เกรงว่าหากให้คนจนมีสิทธิ์ลงคะแนน พวกเขาจะรวมหัวกันไม่ยอมรับกรรมสิทธิ์ที่ดินของเจ้าของเดิม (ซึ่งหมายถึงพวกเขาที่เข้าร่วมประชุม)

            นอกจากนี้ การเลือกตั้งในแต่ละรัฐ ยังคงให้แต่ละรัฐมีอำนาจเลือกตามแนวทางของตนเอง (หมายถึงการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกผู้แทนราษฎรทั้งประเทศ)

            ดังนั้น ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนในยุคนั้น จึงอยู่ใต้หลักการ “จำกัดผู้มีสิทธิ์” โดยยึดผลประโยชน์ของชนชั้นอำนาจเป็นหลัก การปกครองประเทศ การรวมกันเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาหมายถึงการร่วมกันปกครองของชนชั้นปกครองที่อยู่ในแต่ละรัฐ

            สถานการณ์ในทศวรรษ 1780 การแก้ปัญหายังคงเป็นปัญหาของชนชั้นอำนาจ ตำราเรียนอเมริกาหลายเล่มสอนว่าคนเหล่านี้มารวมตัวกันเพื่อแก้ไขปัญหา “ระดับชาติ” ซึ่งความจริงแล้วหมายถึง ปัญหาของ “ชนชั้นอำนาจ” เป็นพวกชนชั้นปกครอง นายทุน คนมีตระกูล คนเหล่านี้มาร่วมประชุมเพราะต้องการรักษาผลประโยชน์ของพวกตน

            คำว่า “ประชาธิปไตย” ของอเมริกาในยุคนั้นก็เป็นเช่นนั้น

            ตำราเรียนอเมริกาบางเล่มยังพยายามอธิบายว่าการเมืองสหรัฐฯ ในปัจจุบันมีความ “หลากหลาย” (diversity) สมาชิกรัฐสภาหลายคนเป็นสตรี หลายคนเป็นพวกผิวสี บารัก โอบามา (Barak Obama) คนผิวสีสามารถเป็นประธานาธิบดี โดยไม่พยายามพูดว่าสมาชิกส่วนใหญ่มาจาก “ชนชั้นอำนาจ ชนชั้นปกครอง” ทุกวันนี้ชาวบ้านธรรมดาน้อยคนที่จะเข้าถึงตำแหน่งเหล่านี้

            ส่วนเสรีนิยม (liberalism) ในฐานะรูปแบบประชาธิปไตยตัวแทนอีกประเภท เน้นความสำคัญของปัจเจกทุกคน ถือว่าเสรีภาพส่วนบุคคลสำคัญที่สุด เชื่อว่าทุกคนจะใช้เสรีภาพแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ในระยะหลังประชาธิปไตยแบบตัวแทนจะมุ่งมาทางรูปแบบนี้

 

            ประเทศจะเป็นประชาธิปไตยได้จริงถ้าพลเมืองมีอุดมการณ์ประชาธิปไตย พูดอีกอย่างคือ ระดับอุดมการณ์ประชาธิปไตยของสังคมคือเครื่องชี้วัดระดับประชาธิปไตย ประเทศที่มีประชาธิปไตยสูงจึงไม่อาจพิจารณาจากรูปแบบบางอย่าง เช่น มีเลือกตั้ง พรรคการเมือง มี ส.ส. ส.ว. และสรุปว่าเป็นประชาธิปไตย

            นิยามประชาธิปไตยพัฒนาเรื่อยมา ในสมัยสังคมที่ยังมีทาส พลเมืองเท่านั้นที่มีประชาธิปไตย ทาสคือทาสไม่มีประชาธิปไตย อเมริกาที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบประชาธิปไตยโลก ขณะเมื่อก่อตั้งประเทศนั้นประชาธิปไตยเป็นอำนาจของคนส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ของทุกคน ด้วยความคิดว่าแนวทางนั้นจะนำความผาสุกแก่คนทั้งประเทศได้มากกว่า

            ประชาธิปไตยพัฒนาเรื่อยมาและจะพัฒนาต่อไป นิยามประชาธิปไตยจึงเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ แตกต่างกันไปในแต่ละสังคม

17 สิงหาคม 2017

ชาญชัย คุ้มปัญญา

-----------------------------

 บรรณานุกรม:

  1. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์. (2553). การเมือง: แนวความคิดและการพัฒนา (พิมพ์ครั้งที่ 18). กรุงเทพฯ: เสมาธรรม.
  2. Howarth, David. (2001). democratic ideology. In Encyclopedia of democratic thought. (pp. 235-238). London: Routledge.
  3. Jones, Peter. (2001). freedom. In Encyclopedia of democratic thought. (pp. 363-369). London: Routledge.
  4. Magleby, David B., Light, Paul C. (2009). Government by the People (23rd Ed.). USA: Pearson Education.
  5. Perry, Marvin., Jacob, Margaret., Jacob, James., Chase, Myrna., & Von Laue, Theodore. (2009). Western Civilization: Ideas, Politics, and Society (9th Ed.). Boston: Houghton Mifflin Harcourt Publishing.
  6. Zanetti, Lisa A. (2007). Democratic Theory. In Encyclopedia of Governance. (pp.207-212). USA: SAGE Publications.

-----------------------------

29 กันยายน 2561

ผู้ชม 6435 ครั้ง

Engine by shopup.com