ดูบทความหลักเสียงข้างมาก (Majority Rule) ตามระบอบประชาธิปไตย

หลักเสียงข้างมาก (Majority Rule) ตามระบอบประชาธิปไตย

ต้องยึดหลักให้มั่นว่า ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่การปกครองโดยเสียงข้างมาก เป็นการปกครองโดยประชาชนทั้งหมดร่วมกัน ทุกคนได้ประโยชน์จากการปกครองไม่ว่าเป็นเสียงข้างมากหรือไม่

            และยึดหลักความจริงว่าประชาชนย่อมไม่ได้คิดตรงกันทั้งหมด เพื่อแก้ไขปัญหา ได้ข้อยุติ จึงใช้เสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ยังคงต้องพิจารณาสิ่งต่อไปนี้

องค์ประกอบหลักเสียงข้างมาก :

            หลักเสียงข้างมาก (Majority Rule) ที่ถูกต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้

            ประการแรก ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเสมอภาค

            Johnny Goldfinger นิยามว่า เสียงข้างมากหมายถึงฝ่ายที่ได้คะแนนมากกว่าร้อยละ 50 ทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงเท่ากัน เป็นหลักประกันว่าผลการเลือกเป็นไปตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์มาก

หากคนจำนวนมากไม่ออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงย่อมสะท้อนความปกติบางอย่าง

            ประการที่ 2 ฝ่ายเสียงข้างน้อยได้แสดงความคิดเห็นหรือความต้องการของตน

            ความเห็นหรือทัศนะของเสียงข้างน้อยจะต้องได้รับการรับฟัง เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายหรือผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างเผยแพร่ทัศนะหรือแนวความคิดของเขา

            และต้องรักษาผลประโยชน์ของเสียงข้างน้อย ไม่ใช่แค่รับฟังแล้วผ่านไป

            ผลการตัดสินต้องสะท้อนความต้องการของสมาชิก “ทุกคน” ไม่ใช่แค่บางคนบางกลุ่ม

            ประการที่ 3 ตั้งอยู่บนเหตุผล มีสำนึกต่อส่วนรวม

            การตัดสินใจใดๆ จะต้องมั่นใจว่าเป็นการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ และตัดสินใจด้วยความเข้าใจ ใช้เหตุผล มีสำนึกต่อตัวเองและส่วนรวม

            สังคมประชาธิปไตยจึงต้องเป็นสังคมแห่งความรู้ คำว่าสังคมแห่งความรู้ในที่นี้หมายถึงการที่พลเมืองหรือประชาชนทุกคนต้องหมั่นเรียนรู้อย่างไม่จบสิ้น ถ้าพูดในกรอบแคบคือเรียนรู้ความเข้าใจทางการเมือง ความเข้าใจนโยบาย และความคิดพวกตนและของอีกฝ่าย

            ปัญหาที่เกิดทุกวันนี้เพราะทุกคนยึดถือแต่ความคิดความเห็นของตน เชื่อว่าดีที่สุด ถูกต้องที่สุด ขาดการเรียนรู้ความคิดเห็นของอีกฝ่าย จึงไม่เกิดโอกาสที่จะปรับเข้าหากัน ไม่เกิด “ข้อเสนอที่ 3” หรือ “ทางเลือกที่ 3” ที่ทุกฝ่ายรับได้ กลายเป็นขั้วฝ่ายต่างๆ ที่ขัดแย้งไม่รู้จบ

            ขอเพียงเรียนรู้มากกว่านี้ รับฟังมากกว่านี้ มีใจที่เปิดกว้างกว่านี้ จะได้นโยบาย ทางออกที่ดีกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน

            ประการที่ 4 ไม่ละเมิดสิทธิเสียงข้างน้อย

            กลุ่มเสียงข้างมากจะต้องไม่ใช้ความเป็นเสียงข้างมากทำลายบั่นทอนเสียงส่วนน้อย จะต้องได้รับการเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของเสียงข้างน้อย

            ในภาวะที่เสียงส่วนใหญ่ไม่สนใจผลประโยชน์ของคนส่วนน้อย จะกลายเป็น “เผด็จการเสียงข้างมาก” (majority tyranny) เช่นนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย

            ยกตัวอย่างระดับรัฐบาล อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้นำพรรค National Socialist German Workers’ (NAZI) Party หรือพรรคนาซี ในตอนแรกไม่ได้รับความนิยม การเลือกตั้งเมื่อปี 1928 ได้คะแนนรวมเพียงร้อยละ 2.6 เท่านั้น แต่เนื่องจากรัฐบาลบริหารประเทศล้มเหลวไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พรรคนาซีจึงได้รับความนิยมมากขึ้นจนฮิตเลอร์ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ ในปี 1933

            ฮิตเลอร์จึงเข้าสู่อำนาจตามระบบรัฐสภา แต่ไม่ได้บริหารประเทศตามหลักเสียงข้างมากที่ถูกต้อง จึงเป็นผู้นำเผด็จการ สร้างสังคมเผด็จการนาซี (ที่เริ่มต้นจากการเลือกตามตามระบอบประชาธิปไตย)

            ยกตัวอย่างระดับนโยบาย คนส่วนใหญ่เห็นว่าการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเป็นโทษต่อคนไม่สูบ จึงออกกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ แต่ยังสามารถสูบบุหรี่ในบ้านตัวเอง ในพื้นที่เฉพาะจุด

            ด้วยเหตุผลนี้เอง นักวิชาการบางคนจึงเห็นว่าข้อดีสำคัญของหลักเสียงข้างมากคือที่สุดแล้วจะได้นโยบายที่ไม่สุดโต่งทางใดทางหนึ่ง ยิ่งเป็นพหุสังคมมากเพียงไรจะยิ่งได้ข้อสรุปที่ไม่สุดโต่งเพียงนั้น

            ประการที่ 5 ถ้ามติเสียงข้างมากมีความเห็นไปในทางใดแล้ว  ทุกฝ่ายต้องยอมรับแม้ว่าไม่เห็นพ้องกับมตินั้นๆ

            มีคำถามว่า เมื่อมีความคิดเห็นแตกต่างกันและลงมติจนได้ข้อสรุป ฝ่ายที่เป็นเสียงส่วนน้อยจะต้องปฏิบัติตามเสียงส่วนใหญ่โดยสมบูรณ์ หรือว่ายังสามารถปฏิบัติในทางของเสียงส่วนน้อย

            คำตอบคือ ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่มีเสียงข้างน้อยถาวร มติของเสียงส่วนใหญ่ควรได้รับการปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อยกเว้น เช่น กฎหมายจราจรไทยให้ขับรถชิดซ้าย เมื่อออกเป็นกฎหมายแล้วทุกคนต้องปฏิบัติตาม แม้บางคนอาจเห็นว่าควรขับรถชิดขวา มิฉะนั้นการจราจรจะวุ่นวายไปหมด

            ส่วนในกรณีที่มีเสียงส่วนน้อยถาวร (permanent minorities) เช่น บุคคลบางกลุ่มเป็นเสียงส่วนน้อยถาวร เพราะลักษณะของเชื้อสายเผ่าพันธุ์ ศาสนา หรือภาษาที่ใช้ ในทางการเมืองจะต้องให้โอกาสคนส่วนน้อยเหล่านี้มีตำแหน่งทางการเมืองที่เป็นตัวแทนของตน และการลงมติจะต้องเห็นแก่คนเหล่านี้ เช่น รถสาธารณะจะต้องมีบันไดสำหรับคนขาพิการโดยเฉพาะ หรือมีห้องสุขาสำหรับผู้พิการ ฯลฯ (เท่ากับว่าคนส่วนใหญ่ลงมติที่เอื้อประโยชน์แก่คนส่วนน้อย)

กับดักประชาธิปไตย กรณีอิรัก :

            กับดักประชาธิปไตย” คือภาวะที่ยึดถือวิธีการบางอย่างบนความเข้าใจและใช้ประชาธิปไตยอย่างผิดๆ กลายเป็นผลเสียต่อส่วนรวม และยังคงยึดแนวทางเดิมแม้เกิดผลเสียมากมาย

            อิรักในปัจจุบันเป็นกรณีตัวอย่างประเทศที่ตกอยู่ใต้ “กับดักประชาธิปไตย”

            ย้อนหลังปี 2003 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช อ้างเหตุผลว่าอิรักแอบซ่อนอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (weapons of mass destruction: WMD) และอาจส่งอาวุธดังกล่าวให้ผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ใช้โจมตีสหรัฐฯ รัฐบาลบุชเชื่อว่าหากโค่นล้มระบอบซัดดัมแล้วเปลี่ยนเป็นประเทศประชาธิปไตยจะเป็นประโยชน์ต่อชาวอิรัก

            หลังโค่นล้มระบอบซัดดัมแล้ว รัฐบาลบุชมอบอำนาจอธิปไตยคืนแก่ชาวอิรัก พร้อมระบอบประชาธิปไตย ในขณะนั้นสังคมการเมืองอิรักเริ่มพูดถึงการจัดตั้งพรรคการเมือง ภายใต้บรรยากาศการแบ่งก๊กแบ่งเหล่าและมีจุดยืนต่างกัน เป็นกลุ่มมุสลิมชีอะห์ ซุนนี พวกเคิร์ด ไม่นับกลุ่มเล็กอย่างพวกเติร์ก และพวกนับถือคริสต์

            ในบรรดา 3 กลุ่มใหญ่ พวกชีอะห์เป็นกลุ่มที่เข็มแข็งที่สุดและได้เปรียบทางการเมือง ในอดีตกลุ่มนี้ถูกกดขี่ข่มเหงจากรัฐบาลซัดดัม บัดนี้พยายามกลับมามีบทบาท โดยอาศัยการจัดองค์กรภายในที่เข้มแข็งและฐานเสียงประชาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

            ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ อำนาจที่แท้ยังอยู่กับผู้นำเผ่า ผู้นำชุมชน ประชาชนส่วนใหญ่ใกล้ชิดเชื่อฟังผู้นำเผ่าเป็นหลัก ปราศจากสำนึกความเป็นชาติ สำนึกความเป็นปัจเจกบุคคลตามหลักเสรีนิยม ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลกลางจึงเป็นเพียงศูนย์รวมอำนาจส่วนกลาง ที่ผู้นำเผ่า ผู้นำแต่ละสายเข้าควบคุมเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกตน

            หลังการเลือกตั้ง ความที่ชีอะห์มีอำนาจนำในรัฐสภา และพยายามรักษาผลประโยชน์ฝ่ายตน ทำให้พวกซุนนีกับเคิร์ด (Kurd) เห็นว่าพวกตนเสียเปรียบ ไม่พอใจรัฐบาลแม้มีคนของตนร่วมด้วยแต่เป็นเสียงข้างน้อย

            การที่รัฐบาลกลางยังยึดมั่นว่าจะต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยในบริบทที่ไม่พร้อม ประชาชนส่วนใหญ่ขาดจิตสำนึกประชาธิปไตย การยึดมั่นว่าประเทศจะต้องเป็นประชาธิปไตยกลายเป็น “กับดักประชาธิปไตย” คือ ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซ้ำยังเกิดผลเสียตามมามากมาย ตกอยู่ในสภาพวุ่นวายไม่สิ้นสุด อยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองอย่างอ่อนๆ (หรือเต็มขนาด) เปิดโอกาสให้ต่างชาติ ผู้ก่อการร้ายเข้าแทรกแซง

            ความอ่อนแอของรัฐบาล กลายเป็นโอกาสและข้ออ้างของชนชั้นปกครองต่างๆ ผู้นำท้องถิ่นในการรักษาอำนาจของตน เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

            ในอีกมุมหนึ่ง เนื่องจากชีอะห์คือประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ ในที่สุดขั้วชีอะห์จะชนะเลือกตั้งร่ำไป เป็นผู้ควบคุมรัฐสภา ผลประโยชน์ประเทศส่วนใหญ่จึงมุ่งกระจายในชีอะห์กลุ่มต่างๆ

            การเลือกตั้งกลายเป็นเครื่องมือให้ชีอะห์ครองอำนาจ ประเทศไม่ได้เป็นประชาธิปไตยจริงๆ

            เป็นเหตุผลักดันให้พวกซุนนีพยายามต่อรอง พยายามเข้าครองพื้นที่บางส่วนด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งมักจะเป็นวิธีที่ต้องใช้ความรุนแรง การปรากฏตัวของผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS ตอบสนองความต้องการของซุนนี

          ผลจากกับดักประชาธิปไตย ทำให้สังคมอิรักวุ่นวายไม่รู้จบ ขัดแย้งรุนแรง เกิดการปะทะต่อสู้กันเองตลอดเวลา บางปีเสียชีวิตหลายพัน บางปีเป็นหมื่น คนที่เคยเป็นเพื่อนบ้านบัดนี้กลายเป็นศัตรู คนนับล้านต้องอพยพออกจากพื้นที่เพราะอยู่ไม่ได้ ถูกอีกฝ่ายขับไล่ ความไม่สงบทางการเมืองกระทบเศรษฐกิจ คนนับล้านตกงาน ครอบครัวส่วนใหญ่อยู่อย่างอยากไร้ เด็กๆ ไม่ได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่ และยังไม่รู้ว่าความสงบสุขจะกลับคืนมาเมื่อใด พรุ่งนี้จะมีคนตายเพิ่มอีก ชาวอิรักยังคงข่มเหงชาวอิรักด้วยกันเองต่อไป

            สถานการณ์ล่าสุด อิทธิพลของ IS นับวันจะถดถอย รัฐบาลที่นำโดยชีอะห์กลับเข้ามาแทนที่ ในขณะเดียวกับพวกเคิร์ดกำลังเตรียมทำประชามติเรียกร้องปกครองตนเอง อิรักทุกวันนี้ยังอยู่ตกอยู่ในกับดักประชาธิปไตย

            อิรักในวันนี้ยากจะกลับคืนสู่ประเทศอิรักดังเดิมอีกต่อไป

 

สังคมแห่งการเอื้ออาทร :

            การเป็นประชาธิปไตยไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเห็นด้วย คิดเหมือนกันทั้งหมด โดยธรรมชาติแล้ว คนเพียง 2 คนจะมีความคิดเห็นแตกต่างกันในหลายเรื่อง

            สำคัญที่ว่าทุกคนอยากอยู่ร่วมกันในประเทศเดียวกัน ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย นี่คือจุดร่วมพื้นฐาน

            ดังที่ทุกคนรู้ดีว่ามนุษย์คิดเห็นแตกต่างหลากหลาย การพยายามเอาชนะจะทำให้สังคมเกิดความตึงเครียด อาจถึงขั้นเสียงข้างมากกดขี่เสียงข้างน้อย ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่าสังคมใดที่เป็นเช่นนี้จะอ่อนแอ ประเทศแตกแยก อาจถึงขั้นคนบางกลุ่มขอแยกตัวออกไปตั้งประเทศใหม่ เช่น เคิร์ดอิรัก

            อีกเรื่องน่าคิดคือ ตัวเราอาจไม่ได้อยู่ฝ่ายเสียงข้างมากเสมอไป หากเลือกที่จะอยู่เสียงข้างมากก็ไม่ได้แปลว่าจะดีที่สุดต่อตัวเองเสมอไป ดังนั้น ในชีวิตแห่งความเป็นจริง บางครั้งเราอยู่ฝ่ายเสียงข้างมาก บางครั้งอยู่ฝ่ายเสียงข้างน้อย

            สังคมประชาธิปไตยที่มั่นคงยั่งยืนจึงต้องยึดหลักเอื้ออาทรต่อกัน ไม่ทอดทิ้งใครไว้เบื้องหลัง มองผลประโยชน์ของตนเองควบคู่กับผลประโยชน์ของผู้ที่เห็นต่างจากเรา ต้องรักษาให้ทุกคนอยู่ด้วยกันได้ ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมควบคู่ประโยชน์ส่วนตน การพูดคุยสื่อสารจึงสำคัญมาก พอๆ กับที่พลเมืองต้องเข้าใจว่าอย่างไรเรียกว่าประชาธิปไตย อย่างไรเรียกว่าหลักเสียงข้างมาก

            และได้รัฐบาลเป็นรัฐบาลของทุกคนและเพื่อทุกคน

23 สิงหาคม 2017

ชาญชัย คุ้มปัญญา

-------------------------

บรรณานุกรม:

  1. สมเกียรติ วันทะนะ. (2551) อุดมการณ์ทางการเมืองร่วมสมัย (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: อักษรข้าวสวย.
  2. Brettschneider, Corey. (2011). Tyranny of the Majority and Minority Rights. In The Encyclopedia of Political Science. (pp.1694-1695). DC: CQ Press.
  3. Cleveland, William L. & Bunton, Martin. (2013). A History of the Modern Middle East (Fifth Edition). USA: Westview Press.
  4. Ghanim, David. (2011). Iraq’s dysfunctional democracy. California: ABC-CLIO, LLC.
  5. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.
  6. Goldfinger, Johnny. (2008). Majorities. In International Encyclopedia of the Social Sciences. (2nd Ed. (9 vol. set. pp. 558-560). USA: The Gale Group.
  7. Hoffman, John., & Graham, Paul. (2015). Introduction to Political Theory (3rd Ed.). Oxon: Routledge.
  8. Magleby, David B., Light, Paul C. (2009). Government by the People (23rd Ed.). USA: Pearson Education.
  9. Skinner, Quentin. (1998). Liberty before Liberalism. UK: Cambridge University Press.

-----------------------------

 

29 กันยายน 2561

ผู้ชม 12674 ครั้ง

Engine by shopup.com