ดูบทความเนธันยาฮูผู้นำอิสราเอลประกาศพร้อมปะทะอิหร่าน

เนธันยาฮูผู้นำอิสราเอลประกาศพร้อมปะทะอิหร่าน

หมวดหมู่: ตะวันออกกลาง

กลางเดือนกุมภาพันธ์ขณะที่สถานการณ์ซีเรียยังคงไม่สงบ กองกำลังตุรกีกับสหรัฐฯ ต่างพยายามควบคุมพื้นที่ รวมทั้งกองกำลังติดอาวุธอิหร่าน นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ประกาศว่าอิสราเอลอาจจัดการไม่เพียงพันธมิตรอิหร่านในตะวันออกกลางเท่านั้น แต่รวมถึงอิหร่านด้วย

กองกำลังอิหร่านในซีเรียเป็นภัยคุกคามใกล้ตัว :

            นายกฯ เนธันยาฮูเชื่อว่ากองกำลังอิหร่านจะคงอยู่ต่อไป เป็นเรื่องยอมรับไม่ได้ “อิสราเอลจะกันอิหร่านที่กำลังสร้างฐานก่อการร้ายคุกคามอิสราเอล” “เราเป็นรัฐ รัฐมีการแสดงออก และกำลังแสดงออกวันนี้ คือต่อต้านก่อการร้ายและพวกที่คิดทำลายเรา”

            ประโยคที่รุนแรงกว่าคืออิสราเอลไม่มีปัญหากับชาวอิหร่าน แต่ระบอบอิหร่านจะต้องล้มในที่สุด เมื่อนั้นคนอิสราเอลกับชาวอิหร่านจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

            ด้านนายโมฮัมหมัด จาวัด ซารีฟ (Mohammad Javad Zarif) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านโต้ว่าอิสราเอลใช้การรุกรานเพื่อจัดการเพื่อนบ้าน ดังที่เคยทำหลายครั้งกับซีเรียและเลบานอน

ชมคลิปสั้น 3 นาที คลิก  https://youtu.be/4KSwnlP4Faw

 

ขยายภาพให้รุนแรง อิหร่านขยายอาณาจักร :

            นายกฯ เนธันยาฮูชี้ว่าผู้ก่อการร้าย ISIS เสียพื้นที่แก่อิหร่านกับพันธมิตรของเขา “อิหร่านหวังที่จะสร้างอาณาจักรที่เป็นผืนแผ่นเดียวกัน เชื่อมโยงเตหะรานถึงทาร์ทู (Tartus-เมืองชายฝั่งด้านตะวันตกของซีเรีย) จากทะเลสาบแคสเปียนถึงทะเลเมดิเตอเรเนียน

            รวมความแล้วคือจากริมฝั่งตะออกของอิหร่านจรดชายฝั่งตะวันตกของซีเรีย

            ถ้อยคำข้างต้นกำลังพูดถึงจันทร์เสี้ยวชีอะห์ (Shiite Crescent) เริ่มจากริมฝั่งด้านตะวันออกของอิหร่านทอดยาวเข้าอิรัก ไปซีเรียและจรดริมฝั่งตะวันตกของซีเรีย รวมถึงเลบานอนและฉนวนกาซา

            เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลอิสราเอลเอ่ยว่าประเทศถูกคุกคาม คำถามคือรุนแรงเช่นนั้นจริงหรือไม่

            ปรปักษ์ตัวร้ายคืออิหร่าน แต่อาวุธไม่ทันสมัยเท่าอิสราเอล อีกทั้งที่ผ่านมาถูกนานาชาติคว่ำบาตร ประเทศอยู่ระหว่างการฟื้นฟู แช่แข็งโครงการนิวเคลียร์ แม้ไม่หวั่นเกรงอิสราเอลแต่ไม่คิดโจมตีอิสราเอลก่อน ตรงข้ามกับอิสราเอลที่นานาชาติเชื่อว่ามีหัวรบนิวเคลียร์ร่วมร้อยลูก เป็นประเทศที่ผ่านหลายสมรภูมิ ชนะสงครามหลายครั้งแม้ถูกรุมจากเพื่อนบ้านพร้อมๆ กัน

            ความจริงอีกประการคือในหมู่จันทร์เสี้ยวชีอะห์ หากพิจารณาให้ดีประเทศเหล่านี้ล้วนอยู่ในสภาพอ่อนแอ อิรักยังวนเวียนอยู่กับความขัดแย้งภายในที่ไม่รู้จบสิ้น ประเทศไม่เป็นเอกภาพ ซีเรียดังที่เห็นอยู่ ฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) เข้มแข็งขึ้นแต่เป็นเพียงกองกำลังไม่ใช่กองทัพเต็มรูปแบบ เช่น ไม่มีรถถัง เครื่องบินรบ ทำนองเดียวกับฮามาสที่เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ ส่วนเยเมนวุ่นอยู่กับการทำสงครามกับซาอุฯ และพวก

            ในบริบทเช่นนี้ ใครกันแน่ที่ต้องการสันติภาพ ต้องการฟื้นฟูประเทศ ใครสามารถรุกรานใครกันแน่ นี่คือคำถามที่ควรไตร่ตรองบนฐานข้อมูลที่เป็นจริง

ทำไมต้องขยายภาพให้รุนแรง :

            การอ้างกองกำลังอิหร่านในซีเรีย การขยายอาณาจักรอิหร่าน พาดพิงจันทร์เสี้ยวชีอะห์ ล้วนต้องการขยายภาพให้รุนแรง เพื่อขอการสนับสนุนจากนานาชาติ โดยเฉพาะจากพวกอาหรับ มุสลิมที่ต่อต้านชีอะห์ เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลอิสราเอลใช้ยุทธศาสตร์พูดให้น่ากลัวเกินจริง หวังสร้างความชอบธรรมหากจะลงมือทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง

            เนธันยาฮูพูดเองว่า การขยายอิทธิพลของอิหร่านให้ผลดีประการหนึ่งคือ “นำคนอาหรับกับอิสราเอลใกล้ชิดกันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เปิดทางแก่สันติภาพและนำปาเลสไตน์-อิสราเอลสู่สันติภาพถาวร เรื่องนี้เป็นไปได้ แต่จะไม่เกิดขึ้นหากอิหร่านยังคงรุกรานต่อไป” “ข้าพเจ้าสนับสนุนทุกประเทศในภูมิภาคที่ต้องการสันติภาพด้วยการเผชิญหน้าระบอบอิหร่านผู้คุกคามสันติภาพ”

            ชัดเจนว่ากำลังชักชวนพวกอาหรับให้ร่วมมือสนับสนุนอิสราเอล

เหตุผลที่ฟังดูเข้าที จัดการชีอะห์ดีต่อซุนนี :

            หากอิสราเอลจัดการชีอะห์ถือเป็นประโยชน์แก่มุสลิมที่เห็นด้วย แม้ไม่เอ่ยปากสนับสนุน อย่างน้อยไม่เข้ามาขวาง หากอิสราเอลกวาดล้างชีอะห์จะทำหน้าที่คล้ายผู้ก่อการร้าย ISIS/ISIL เท่ากับเป็นภาค 2 ต่อจากการปรากฏตัวของ ISIS

            แม้องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) กับผู้นำจิตวิญญาณอย่าง Grand Mufti Sheikh Abdulaziz Aal Alsheikh  ประณามรัฐอิสลาม (Islamic State) ว่า “แนวคิดของลัทธิสุดโต่ง (extremism) หัวรุนแรง (radicalism) และการก่อการร้าย (terrorism) ... ไม่มีอะไรที่สอดคล้องกับอิสลาม และเป็นศัตรูหมายเลข 1 ของอิสลาม” แต่ในทางปฏิบัติมุสลิมบางคนเห็นอกเห็นใจ ISIS ยอมรับว่าพวกเขาเป็นมุสลิมกลุ่มหนึ่ง มีความเป็นพี่น้องตามหลักศาสนา

            ประเด็นอิสราเอลประกาศจัดการชีอะห์---ISIS กวาดล้างชีอะห์--- ซุนนีบางกลุ่มเห็นอกเห็นใจ ISIS ยอมรับว่าเป็นพี่น้องมุสลิม ทั้งหมดเป็นประเด็นที่ควรไตร่ตรองให้ลึกซึ้ง

            ในช่วงเวลาเดียวกัน Adel al-Jubeir รมต.กระทรวงการต่างประเทศซาอุฯ เอ่ยถึงต้นตอความขัดแย้งว่าเริ่มต้นจากการปฏิวัติโคไมนีเมื่อปี 1979 การปฏิวัติสร้างความแบ่งแยกทางนิกายในภูมิภาคอย่างรุนแรง อิหร่านส่งออกการปฏิวัติ เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

           คำพูดข้างต้นเป็นถ้อยคำที่กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากฝ่ายรัฐบาลซาอุฯ

           ประธานาธิบดีโรฮานีแห่งอิหร่านเคยกล่าวว่า “ศัตรูของอิสลามพยายามสร้างความแตกแยกระหว่างมุสลิม และผลักดันให้พวกเขาก่อความรุนแรงเนื่องจากความแตกต่างทางศาสนา แต่มุมมองของอิสลามปฏิเสธความรุนแรง ความสุดโต่ง และต้องพยายามสุดกำลังที่จะสร้างมิตรภาพและความใกล้ชิดระหว่างมุสลิมด้วยกัน”

            แต่ดูเหมือนมุสลิมบางคนบางกลุ่มไม่คิดเช่นนั้น

 

ยุทธศาสตร์เป็นฝ่ายถูกกระทำ ปกป้องตัวเองแบบอิสราเอล :

            รัฐบาลอิสราเอลพยายามชี้ว่าตนเป็นพวกรักสันติ ต้องการอยู่กับเพื่อนบ้านอย่างสันติ ทุกอย่างที่ทำคือป้องกันตัว “อิสราเอลจะป้องกันอิหร่านที่กำลังสร้างฐานก่อการร้ายที่คุกคามอิสราเอล” “เราเป็นรัฐ รัฐมีการแสดงออก และกำลังแสดงออกวันนี้ คือต่อต้านก่อการร้ายและพวกที่คิดทำลายเรา”

            การพูดเช่นนี้เป็นการคาดเดาล่วงหน้าว่าอิหร่านกำลังสร้างฐานก่อการร้ายในซีเรีย และคนเหล่านี้จะโจมตีอิสราเอล

            รัฐมนตรีซารีฟของอิหร่านกล่าวว่า มหาอำนาจและพันธมิตรของเขาในภูมิภาคเลือกที่จะโทษคนอื่น โดยเฉพาะอิหร่าน เปิดทางให้กองทัพเข้ารุกราน เช่นอิสราเอลที่รุกรานเลบานอน ยึดครองปาเลสไตน์ รุกล้ำน่านฟ้าซีเรียเป็นประจำ

            หลักคิดการป้องกันตัวเองของรัฐบาลอิสราเอล คือ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามอ่อนแอจนไม่เป็นภัยต่อตน ถ้าเปรียบเทียบแต่ละประเทศเป็นเสือสิงห์ เสืออิสราเอลเห็นว่าตนปลอดภัยตราบเท่าที่เสือตัวอื่นๆ พิกลพิการ หนึ่งในวิธีที่จะใช้คือ “ชิงลงมือก่อน” (preemption) ชิงลงมือทำลายฝ่ายตรงข้ามก่อน

            วิธีนี้ไม่ใช่ของใหม่ อิสราเอลเคยใช้มาแล้วหลายครั้ง ยกตัวอย่าง “สงคราม 6 วัน” (Six-Day War) เมื่อปี 1967 เริ่มต้นเพราะอิสราเอลเปิดฉากโจมตีฐานทัพอากาศอียิปต์ก่อน อ้างว่าอียิปต์กำลังวางแผนโจมตีตน จึงลงมือก่อนเพื่อป้องกันตนเอง อีกครั้งคืออิสราเอลส่งเครื่องถล่มเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อิรักที่เมือง Osirak ในปี 1981 ทั้งๆ ที่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ

            เป็นประเด็นที่น่าถกว่า ใครเป็นฝ่ายถูกกระทำกันแน่

 

อิสราเอลต้องการฮุบดินแดนของซีเรีย :

            เป้าหมายที่ประกาศไว้คือโค่นล้มระบอบฝ่ายตรงข้าม แต่อิสราเอลคงไม่คิดทำสงครามเต็มรูปแบบกับอิหร่านในตอนนี้

            หากปะทะกับอิหร่านจริงน่าจะเป็นสงครามทางอากาศ การยิงขีปนาวุธใส่กัน คงไม่ถึงขั้นใช้อาวุธนิวเคลียร์ หรือส่งทหารราบเข้ารุกรานแผ่นดินของอีกประเทศซึ่งเป็นเรื่องยากเพราะพรมแดนไม่ติดกัน

            ที่เป็นไปได้มากกว่าคืออิสราเอลเข้ายึดครองพื้นที่ซีเรียบางส่วน

            ดังที่เคยนำเสนอในบทความก่อนว่าสถานการณ์ซีเรียหลังสิ้น IS กลายเป็นการช่วงชิงดินแดน หลายประเทศต่างต้องการมีอิทธิพลหรือครอบครองส่วนหนึ่ง เช่น สหรัฐฯ ร่วมมือกับกองกำลังเคิร์ดซีเรียและผู้มีบารมีท้องถิ่นซุนนีเพื่อควบคุมซีเรียตอนเหนือกับตะวันออก ตุรกีอ้างว่าต้องการสร้างเขตปลอดภัย ปราบเคิร์ดซีเรีย (หลังไม่เหลือ IS ให้อ้าง) จึงเข้าควบคุมพื้นที่ส่วนหนึ่งด้วย

            เป็นไปได้ว่าอิสราเอลอาจฉวยโอกาสช่วงนี้บุกซีเรีย อย่างน้อยให้ได้ดินแดนสักส่วน อาจรุกต่อจากที่ราบสูงโกลัน (Golan Heights) ที่ยึดจากซีเรียเมื่อครั้งอดีต สอดคล้องกับนโยบายขยายดินแดนที่ดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามบริบท

            ที่สุดแล้วไม่ว่านักวิเคราะห์ ผู้นำประเทศต่างๆ จะวิพากษ์วิจารณ์ในแง่บวกหรือลบ รัฐบาลเนธันยาฮูจะเดินหน้าตามแผนที่ประกาศไว้ ขยายดินแดนอิสราเอลออกไปอีก ดังเช่นที่ทำมาหลายทศวรรษแล้ว นี่คือความเป็นไปของโลกที่เหตุผลความชอบธรรมไม่สำคัญเท่าพลังอำนาจ หรืออาจอธิบายว่าต่างมีเหตุผลของตนเองและตัดสินที่ใครเป็นฝ่ายชนะ

            ถ้ายึดมุมมองของเนธันยาฮู ช่วงนี้คือจังหวะที่ดีที่สุดหากจะได้ดินแดนซีเรียสักส่วนหนึ่งมิใช่หรือ

21 กุมภาพันธ์ 2018

ชาญชัย คุ้มปัญญา

----------------------------

บรรณานุกรม :

  1. Grand Mufti: IS is Islam’s ‘enemy No. 1’. (2014, August 20). Saudi Gazette. Retrieved from http://www.saudigazette.com.sa/index.cfm?method=home.regcon&contentid=20140820215352
  2. Iran must pay for regional meddling, Saudi minister says. (2018, February 18). The National. Retrieved from https://www.thenational.ae/world/mena/iran-must-pay-for-regional-meddling-saudi-minister-says-1.705759
  3. Iranian President: Islam Rejects Violence, Extremism. (2014, June 23). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930402001046
  4. Organization of Islamic Cooperation. (2014, September 25). OIC welcomes President Obama’s call to confront extremist ideology. Retrieved from http://www.oic-oci.org/oicv2/topic/?t_id=9363&t_ref=3737&lan=en
  5. Netanyahu says Israel could act against Iran's 'empire'. (2018, February 18). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-germany-security-israel-iran/netanyahu-says-israel-could-act-against-irans-empire-idUSKCN1G20C8?il=0
  6. Netanyahu to Iran: ‘Do Not Test Israel’s Resolve’. (2018, February 18). Haaretz. Retrieved from https://www.haaretz.com/middle-east-news/full-text-netanyahu-s-speech-on-iran-in-munich-1.5826934
  7. Saudi foreign minister says regional problems began with Khomeini revolution. (2018, February 18). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/gulf/2018/02/18/Saudi-foreign-minister-says-regional-problems-began-with-Khomeini-revolution.html
  8. Zarif: Iran favors ‘strong region’ over ‘strong man’. (2018, February 18). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/news/421397/Zarif-Iran-favors-strong-region-over-strong-man

-----------------------------

01 ตุลาคม 2561

ผู้ชม 2476 ครั้ง

Engine by shopup.com