ดูบทความทรัมป์เตรียมโจมตีซีเรียอีกรอบ แต่เพื่อเป้าหมายที่ไกลกว่า

ทรัมป์เตรียมโจมตีซีเรียอีกรอบ แต่เพื่อเป้าหมายที่ไกลกว่า

หมวดหมู่: ตะวันออกกลาง

บัดนี้ ISIS ไม่เป็นภัยอีกแล้ว การที่อิสราเอลหรือฝ่ายสหรัฐฯ โจมตีกองทัพอัสซาดไม่มีผลต่อการรบทางภาคพื้นดินมากนัก การโจมตีน่าจะมุ่งหวังครองน่านฟ้าและมองเป้าหมายที่ไกลกว่าซีเรีย

ศาลเตี้ยอเมริกัน :

            เมื่อวันเสาร์ที่ 7 เมษายนเกิดเหตุโจมตีด้วยแก๊สพิษที่เมือง Douma ยังผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน จุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอัสซาดกลุ่มหนึ่ง

            2-3 วันต่อมา ทั้งๆ ที่ปราศจากหลักฐาน ประธานาธิบดีทรัมป์ชี้ว่าเป็นฝีมือรัฐบาลอัสซาด แต่รัฐบาลซีเรียปฏิเสธ

            ในช่วงเวลาเดียวกัน รัฐบาลรัสเซียกับซีเรียติดต่อ “องค์กรห้ามอาวุธเคมี” (Organization for the Prohibition of Chemical Weapons: OPCW) ลงพื้นที่ตรวจหาความจริง องค์กรห้ามอาวุธเคมีรับปากว่าจะหาคำตอบเบื้องต้นให้โดยเร็ว

            “องค์กรห้ามอาวุธเคมี” จัดตั้งขึ้นตาม “อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี” (Chemical Weapons Convention (CWC) ปี 2014 องค์กรนี้จัดตั้งหน่วยค้นหาความจริง (Fact Finding Mission: FFM) เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบว่ามีการใช้อาวุธเคมีในประเทศซีเรียโดยเฉพาะ

            ด้านรัฐบาลทรัมป์ไม่เห็นด้วย ไม่ขอรอคำตอบจากองค์กรกลาง ยืนยันว่ารัฐบาลอัสซาดต้องรับผิดชอบ เตรียมตัดสินใจโจมตีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทรัมป์งดเข้าร่วมประชุมสุดยอดอเมริกา (Summit of the Americas) ที่ประเทศเปรู รัฐมนตรีคนสำคัญๆ อยู่ประจำการที่ทำเนียบขาว

            Vassily Nebenzia ทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติเห็นว่าเหตุโจมตีด้วยอาวุธเคมีที่เมือง Douma เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อมีข้ออ้างโจมตีรัฐบาลอัสซาด เป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลสหรัฐฯ กับพวกจึงไม่รอการตรวจสอบจากองค์กรกลาง

            เมื่อคิดโจมตีซีเรีย ทรัมป์พยายามหาพันธมิตรเพื่อร่วมกันโจมตี มีการหารืออย่างเข้มข้นกับหลายประเทศ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) แสดงท่าทีค่อนข้างชัดว่าอยากมีส่วนร่วม เพราะการใช้อาวุธเคมีคือการ “ล้ำเส้น” (red line)

มกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) กล่าวว่าซาอุฯ อาจเข้าร่วมด้วยเพราะพันธมิตรร้องขอ

            การเคลื่อนไหวของมิตรประเทศสหรัฐฯ เป็นอีกส่วนที่น่าติดตาม

เตือนหลีกเลี่ยงน่านฟ้าซีเรีย :

            วันที่ 11 เมษายน องค์การยุโรปเพื่อความปลอดภัยในการเดินอากาศ (Eurocontrol) เตือนเครื่องบินทุกลำหลีกเส้นทางผ่านน่านฟ้าซีเรีย พื้นที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตะวันออก เกรงว่าอาจมีการโจมตีซีเรียในช่วง 72 ชั่วโมงข้างหน้า (เท่ากับภายในวันที่ 14) ป้องกันไม่ให้โดนลูกหลง

            การโจมตีมีโอกาสสูง เพราะรัสเซียกับสหรัฐฯ ตกลงกันไม่ได้ว่าจะพิสูจน์อย่างไรว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี ในขณะที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศแต่แรกแล้วว่ารัฐบาลอัสซาดต้องรับผิดชอบ

เหมือนทุกครั้งที่คณะมนตรีความมั่งคงไร้ข้อสรุป :

            ตามระบบสหประชาชาติ เมื่อโลกมีเหตุการณ์ร้ายแรงด้านการทหาร คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติจะเรียกประชุม หลายครั้งรวมทั้งรอบนี้ที่คณะมนตรีไร้ข้อสรุป ผลคือประเทศต่างๆ ทำตามที่ตนเองคิดเห็นสมควร

            การใช้อาวุธเคมีในซีเรียเป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นนับสิบครั้งแล้ว บางครั้งโทษรัฐบาลอัสซาด บางครั้งโทษฝ่ายต่อต้าน ผู้ก่อการร้าย ครั้งร้ายแรงที่สุดเกิดเมื่อสิงหาคม 2013 แถบชานกรุงดามัสกัส มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,400 ราย ครั้งนั้นรัฐบาลโอบามาอ้างหลักฐานจากดาวเทียม แสดงให้เห็นว่าจรวดปล่อยจากพื้นที่ฝั่งของรัฐบาลเป็นเวลา 90 นาทีก่อนเริ่มมีรายงานการโจมตีด้วยอาวุธเคมี ภาพจากวีดีโอกว่า 100 รายการแสดงให้เห็นว่าผู้เคราะห์ร้ายได้รับอาวุธเคมีชนิดส่งผลต่อระบบประสาท สหรัฐฯ สามารถดักฟังการสนทนาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงซีเรียที่พูดว่า “ยืนยันว่าได้ปล่อยอาวุธเคมีแล้ว

            แม้มีหลักฐานชัดเจนมากมายแต่รัฐบาลโอบามาไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะ ด้วยเหตุนี้ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน จึงท้าทายให้สหรัฐฯ นำหลักฐานดังกล่าวมาพิสูจน์ในสหประชาชาติ พร้อมกับกล่าวว่า “ถ้ามีหลักฐานก็ควรแสดงออกมา ถ้าไม่แสดงเท่ากับว่าไม่มีหลักฐานจริง”

            ขณะนั้นมีกระแสให้โจมตีซีเรีย ทั้งๆ ที่อ้างว่ามีหลักฐาน ประธานาธิบดีมีอำนาจสั่งโจมตีโดยชอบ แต่โอบามากลับโยนเรื่องให้รัฐสภาเป็นผู้ตัดสินใจว่าควรโจมตีหรือไม่ ให้เหตุผลว่าต้องการทำเป็นตัวอย่างในฐานะประเทศที่มีรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นการ “ขออนุญาตใช้กำลังจากตัวแทนของชาวอเมริกันในรัฐสภา” สุดท้ายเรื่องเงียบหายไป

            ถ้าจะวิพากษ์บนข้อมูลสหรัฐฯ รัฐบาลโอบามานิ่งเฉยต่อชาวซีเรีย 1,400 คนที่เสียชีวิต ทั้งๆ ที่ประกาศว่ามีหลักฐานชัดเจน

            สิ่งทื่ทรัมป์แตกต่างจากโอบามาคือ ทรัมป์สั่งโจมตีทันทีใน 2 วันถัดไป

            ย้อนหลังเมื่อ 4 เมษายนปีที่แล้ว (2017) เกิดเหตุใช้ก๊าซพิษที่เมือง Idlib ทางตอนเหนือของซีเรีย เป็นเขตควบคุมของฝ่ายต่อต้าน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 80 ราย รัฐบาลสหรัฐฯ โทษว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลอัสซาด ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “ผู้นำเผด็จการ บาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) โจมตีพลเรือนผู้บริสุทธิ์อย่างโหดร้ายด้วยอาวุธเคมี เป็นสารทำลายประสาท”

            2 วันต่อมา คืน 6 เมษายน (ตามเวลาสหรัฐฯ หรือเช้าวันที่ 7 ของซีเรีย) จรวดร่อนเกือบ 60 ลูกโจมตีฐานทัพอากาศ Shayrat ในจังหวัด Homs ของซีเรีย ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างศาสนาอย่างสวยหรูว่า “เราร้องขอสติปัญญาจากพระเจ้าเมื่อเผชิญปัญหาโลกทุกเรื่อง” “เราอธิษฐานเพื่อชีวิตของผู้บาดเจ็บและวิญญาณของพวกเขาที่ต้องจากร่างกาย และเราหวังว่าตราบใดที่อเมริกายึดมั่นความยุติธรรม เมื่อนั้นสันติภาพกับความสมานฉันท์จะปรากฏ”

            ในกรณีเมือง Idlib รัฐบาลทรัมป์ไม่รอพิสูจน์หลักฐานจากนานาชาติ เพียงบอกว่ามีหลักฐานแล้วสั่งโจมตีทันที ถามว่าการตัดสินใจผ่านการวิเคราะห์พิจารณาอย่างยุติธรรมแล้วหรือไม่

 

มองรอบด้าน :

            ข้อที่พึงระลึกไว้คือ การโจมตีทางอากาศด้วยระเบิดหรือขีปนาวุธพิสูจน์แล้วว่าไม่อาจโค่นรัฐบาลอัสซาด เป้าหมายคือการทำลายจุดยุทธศาสตร์ หรือเป้าหมายทางทหารบางอย่างมากกว่า

            ทันทีที่เกิดเหตุใช้อาวุธเคมีครั้งล่าสุด เครื่องบินรบอิสราเอลยิงขีปนาวุธโจมตีฐานบิน Tiyas (T-4) ของซีเรีย มีข้อมูลว่าเป็นฐานบินปล่อยอากาศยานไร้พลขับ (UAVs) ของอิหร่าน ในระยะ 2 ปีให้หลังนี้อิสราเอลมักโจมตีทางอากาศต่อซีเรียเป็นระยะๆ ด้วยเป้าหมายที่หลากหลาย หลายครั้งเกี่ยวข้องกับกองกำลังที่อิหร่านหนุนหลัง สอดคล้องกับท่าทีของอิสราเอลที่ประกาศว่าจะไม่อดทนต่อการขยายอิทธิพลอิหร่านในซีเรีย

            ฐานปล่อยขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานเป็นอีกเป้าหมายที่อิสราเอลต้องการ มีปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายเหล่านี้โดยตรง

            การโจมตีฐานปล่อยขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานกับฐานบินชี้ว่าอิสราเอล (ฝ่ายสหรัฐฯ) ต้องการครองน่านฟ้า เป้าหมายเบื้องต้นคือความปลอดภัยของเครื่องบินฝ่ายตน ลดโอกาสยิงสกัดขีปนาวุธของฝ่ายตน (สหรัฐฯ) ประเด็นที่น่าติดตามมากคือจะทำลายฐานขีปนาวุธของรัสเซียในซีเรียด้วยหรือไม่

            มีการเอ่ยถึงกองทัพอากาศซีเรียว่ามีเครื่องบินรบนับร้อยลำ ความจริงแล้วเป็นเครื่องบินรุ่นเก่า ไม่แน่ใจว่าพร้อมรบเพียงใด 6-7 ปีที่ผ่านมาถูกฝ่ายต่อต้านยิงร่วงหลายลำ เครื่องบินขับไล่ซีเรียจึงไม่น่ากลัวเมื่อเทียบกับฝ่ายอิสราเอล

            หากอิสราเอล (ฝ่ายสหรัฐฯ) สามารถครองน่านฟ้าซีเรีย ย่อมสบโอกาสเลือกโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินตามใจชอบ

การเผชิญหน้าระหว่าง 2 มหาอำนาจ :

            Alexander Zasypkin ทูตรัสเซียประจำเลบานอนอ้างคำถึงสั่งของประธานาธิบดีปูตินว่า “ถ้าพวกอเมริกันโจมตี (ซีเรีย) ... (รัสเซีย) จะเข้าสกัด และอาจยิงฐานปล่อยขีปนาวุธเหล่านั้นด้วย”

            ก่อนหน้านี้กองทัพรัสเซียเคยพูดทำนองนี้แล้ว ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ประกาศว่าจะโจมตีฐานปล่อยขีปนาวุธ

            ดังที่เคยนำเสนอในบทความก่อนว่า นับจาก ISIS/ISIL ปรากฏตัวในซีเรียกับอิรักและขยายเป็นรัฐอิสลาม (IS) สหรัฐฯ กับพันธมิตรหลายประเทศร่วมกันโจมตีทางอากาศต่อผู้ก่อการร้ายเรื่อยมา แต่ไม่อาจหยุดยั้งการรุกคืบของผู้ก่อการร้าย เรื่องน่าแปลกคือไม่กี่เดือนหลังรัสเซียส่งกองทัพอากาศเข้าแทรกแซง โจมตีทิ้งระเบิด ผู้ก่อการร้ายอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว กองทัพอัสซาดเป็นฝ่ายได้เปรียบ ยึดคืนพื้นที่สำคัญๆ กลับมาหลายแห่ง

            เมื่อสิ้น ISIS รัสเซียถอนเครื่องบินรบกลับประเทศ แต่ยังคงฐานทัพในซีเรียพร้อมกับทหารจำนวนหนึ่ง

            ในโลกนี้คงเหลือเพียงรัสเซียประเทศเดียวเท่านั้นที่มีขีดความสามารถและพร้อมยื่นมือเข้าช่วยเหลือรัฐบาลอัสซาด

วันที่ 11 เมษายน หลังรัสเซียประกาศยิงสกัดและตอบโต้ ประธานาธิบดีทรัมป์ทวิชข้อความถึงรัสเซียว่า “เตรียมรับได้เลย เพราะกำลังจะไป เป็นของดี ของใหม่และสมาร์ท คุณไม่ควรเป็นพวกเดียวกับพวกสัตว์ฆาตกรด้วยแก๊ซพิษ (Gas Killing Animal) ที่สนุกกับการฆ่าคนของตัวเอง”

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

            คำถามที่ควรคิดและตอบให้ได้คือ บัดนี้ ISIS ไม่เป็นภัยอีกแล้ว การที่อิสราเอลหรือฝ่ายสหรัฐฯ โจมตีกองทัพอัสซาดไม่มีผลต่อผลการรบทางภาคพื้นดินมากนัก เว้นแต่จะเข้าโจมตีทุกวัน (ซึ่งไม่ได้เป็นเช่นนั้น) การโจมตีจากอิสราเอลน่าจะมุ่งหวังครองน่านฟ้ามากกว่า

            คำถามตามมาคือ ถ้าไม่ได้มุ่งกำจัดรัฐบาลอัสซาด ทำไมยังต้องการครองน่านฟ้าอีก

          เมื่อมองแผนที่ทั่วทั้งภูมิภาค คำตอบที่น่าจะเป็นไปได้ เป้าหมายอยู่ที่อิหร่านนั่นเอง

12 เมษายน 2018

ชาญชัย คุ้มปัญญา

-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :

ทรัมป์โจมตีอัสซาด แม้ปราศจากหลักฐานใช้อาวุธเคมี

2 วันหลังข่าวการใช้อาวุธเคมีที่ Idlib ทางตอนเหนือของซีเรีย มีผู้เสียชีวิตราว 80 ราย รัฐบาลทรัมป์สรุปทันทีว่าคือฝีมือของกองทัพรัฐบาลซีเรีย จึงโจมตีสนามบินแห่งหนึ่งด้วยขีปนาวุธ เรื่องสำคัญและร้ายแรงคือประธานาธิบดีทรัมป์สั่งการทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี พยายามอธิบายให้เห็นภาพเด็กๆ ผู้บริสุทธิ์ที่ต้องจบชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน ไม่คำนึงว่าการโจมตีของตนละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ว่าสหรัฐสามารถโจมตีประเทศใดๆ ก็ได้โดยไม่ต้องมีหลักฐาน ไม่ต้องมีเหตุผลที่นานาชาติยอมรับ

http://www.chanchaivision.com/2017/04/Trump-bombed-Syria-170409.html

  

บรรณานุกรม :

  1. Emmanuel Macron broaches possible French airstrikes on Syria. (2018, April 10). Independent. Retrieved from http://www.dw.com/en/emmanuel-macron-broaches-possible-french-airstrikes-on-syria/a-43331358
  2. EU air traffic control agency warns of flights over Syria. (2018, April 11). Al Jazeera. Retrieved from https://www.aljazeera.com/news/2018/04/eu-air-traffic-control-agency-warns-flights-syria-180411053821807.html
  3. Obama to ask Congress to approve strike on Syria. (2013, August 31). Market Watch. Retrieved from http://www.marketwatch.com/story/obama-to-ask-congress-to-approve-strike-on-syria-2013-08-31
  4. Organization for the Prohibition of Chemical Weapons. (2018, April 10). OPCW Will Deploy Fact-Finding Mission to Douma, Syria. Retrieved from https://www.opcw.org/news/article/opcw-will-deploy-fact-finding-mission-to-douma-syria/
  5. Russia will shoot down US missiles fired at Syria and retaliate against launch sites, says ambassador. (2018, April 11). Independent. Retrieved from https://www.independent.co.uk/news/world/middle-east/russia-us-missiles-syria-launch-sites-lebanon-zasypkin-putin-a8298941.html
  6. Russia's Vladimir Putin challenges US on Syria claims. (2013, August 31). BBC. Retrieved from http://www.bbc.co.uk/news/world-middle-east-23911833
  7. Syria chemical weapons attack toll rises to 70 as Russian narrative dismissed. (2017, April 5). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/world/2017/apr/04/syria-chemical-attack-idlib-province
  8. The White House. (2013, August 21). “Government Assessment of the Syrian Government’s Use of Chemical Weapons on August 21, 2013”. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/08/30/government-assessment-syrian-government-s-use-chemical-weapons-august-21
  9. Trump and allies mull possible joint response in Syria. (2018, April 10). Miami Herald. Retrieved from http://www.miamiherald.com/news/nation-world/article208427229.html
  10. Trump strikes Syria after ‘chemical’ attack. (2017, April 7). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1080481/middle-east
  11. ‘We hope you come to your senses’: Russia warns US against illegal Syria strike. (2018, April 11). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/423758-russia-warns-against-syria-strike/
  12. UN Security Council rejects Russian measures on Syria chemical weapons probe. (2018, April 11). Daily Sabah. Retrieved from https://www.dailysabah.com/syrian-crisis/2018/04/10/un-security-council-rejects-russian-measures-on-syria-chemical-weapons-probe
  13. U.S. strikes Syrian military airfield in first direct assault on Bashar al-Assad’s government. (2017, April 6). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/national-security/trump-weighing-military-options-following-chemical-weapons-attack-in-syria/2017/04/06/0c59603a-1ae8-11e7-9887-1a5314b56a08_story.html

-----------------------------

01 ตุลาคม 2561

ผู้ชม 1589 ครั้ง

Engine by shopup.com