ดูบทความล้มโต๊ะเจรจา จริงหรือที่ทรัมป์กับเกาหลีเหนือต้องการสันติภาพ

ล้มโต๊ะเจรจา จริงหรือที่ทรัมป์กับเกาหลีเหนือต้องการสันติภาพ

หมวดหมู่: เอเชีย

การล้มเจรจาทำให้สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่และอนาคตของประชาชนจำนวนหลายร้อยล้านคน เพียงเพราะผู้นำประเทศบางคนเห็นว่าควรล้มเจรจา

ช่วงการเตรียมเจรจา :

            ราวกลางเดือนเมษาที่ผ่านมามีข่าวรัฐบาลเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ กำลังหารือเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือ แลกกับเกาหลีเหนือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมยื่นเสนอผลประโยชน์อีกหลายข้อเพื่อชักจูงเกาหลีเหนือ

            สัปดาห์ต่อมาเกาหลีเหนือประกาศว่าไม่จำต้องทดลองนิวเคลียร์กับขีปนาวุธพิสัยไกลอีกต่อไป เพราะเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ราวกับปูทางว่าพร้อมจะระงับการทดลองใหม่ๆ หากบรรลุข้อตกลงสันติภาพ พร้อมกับข่าวเจรจาสุดยอด 2 ผู้นำเกาหลี

ความตั้งใจของเกาหลีเหนือกับใต้ :

            ตามมาด้วยการจัดประชุมสุดยอด 2 ผู้นำเกาหลีเมื่อ 24 เมษายน ผลการประชุมมีข้อสรุปใจความว่า ไม่มีสงครามในคาบสมุทรเกาหลีอีกต่อไป เปิดศักราชสันติภาพ ยกเลิกการแบ่งแยกและเผชิญหน้าแบบยุคสงครามเย็น ลดความตึงเครียดทางทหาร เริ่มยุคสมานฉันท์

            ในข้อตกลงไม่ได้เอ่ยถึงอาวุธนิวเคลียร์ แต่ผู้นำเกาหลีเหนือกับใต้ได้ประกาศว่าจะให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์อย่างสิ้นเชิง พร้อมกับหารือจะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ และจีนเพื่อประกาศยุติสงครามเกาหลีเหนือที่เริ่มต้นตั้งแต่ 1950 ด้านรัฐบาลทรัมป์ขอรอการประชุมสุดยอดก่อน และจะกดดันเกาหลีเหนือต่อจนกว่าเห็นผลลัพธ์ชัดเจน

            ผลการประชุมสุดยอด 2 ผู้นำเกาหลีแสดงให้เห็นความตั้งใจอย่างชัดเจนที่จะยุติความขัดแย้ง นำสันติภาพสู่คาบสมุทรเกาหลี

            10 พฤษภาคม ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศพบผู้นำเกาหลีเหนือ 12 มิถุนายนที่สิงคโปร์

กลิ่นอายล้มเจรจา :

            16 พฤษภาคม เกาหลีเหนือกล่าวโทษการซ้อมรบทางอากาศระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ ภายใต้ชื่อ Max Thunder ชี้ว่าต้องการกดดันเกาหลีเหนือ แต่เท่ากับละเมิดข้อตกลงการประชุมสุดยอด 2 เกาหลีเมื่อไม่นานนี้ ที่บอกว่าเริ่มยุคสันติภาพ สู่ิยุคสมานฉันท์แล้ว

            การซ้อมรบกับสหรัฐฯ หลังการเจรจาสุดยอด 2 เกาหลี กลายเป็นจุดเริ่มของเส้นทางล้มโต๊ะเจรจา

            อาจตีความว่าเกาหลีใต้ประมาทเกินไป เกาหลีเหนือคิดมากเกิน

            22 พฤษภาคม ประธานาธิบดีทรัมป์เปรยว่านัดวันที่ 12 มิถุนาอาจไม่เหมาะสม ถ้าเจรจาวันนั้นไม่ได้อาจต้องหลังจากนั้น พร้อมกับอธิบายเหตุผลว่า มีเงื่อนไขบางข้อที่เราต้องการ หากไม่ได้รับตามนั้นก็จะไม่ร่วมโต๊ะเจรจา

            23 พฤษภาคม ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ มุน แจ-อิน (Moon Jae-in) เดินทางไปทำเนียบขาวหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์ ฝ่ายสหรัฐฯ ชี้ว่ามีหลายปัจจัยที่อาจทำให้ไม่เป็นไปตามแผนเดิม และอาจต้องดำเนินการเป็นหลายขั้นตอน แทนการเจรจาเพียงรอบเดียวจบ

            เป็นไปได้ว่าเกาหลีใต้รับรู้แล้วว่ารัฐบาลทรัมป์คิดจะล้มโต๊ะเจรจา จึงรีบบินด่วนไปคุยถึงทำเนียบขาว แต่เกาหลีใต้ไม่สามารถเปลี่ยนใจสหรัฐฯ

            วันต่อมา 24 พฤษภาคม ทรัมป์ประกาศขอยกเลิกเจรจาสันติภาพ อ้างเหตุผลที่เกาหลีเหนือออกแถลงการณ์โจมตีการซ้อมรบของสหรัฐฯ ชี้ว่าโลกและโดยเฉพาะเกาหลีเหนือสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้สันติภาพอันถาวร ความมั่งคั่ง เป็นการสูญเสียครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

เหตุผลของการล้มเจรจา และการข่มขู่ :

            ฝ่ายเกาหลีเหนืออธิบายว่าเหตุที่ออกแถลงการณ์รุนแรง ขู่ว่าพร้อมถอนการเจรจาและทำสงครามนิวเคลียร์ เพื่อตอบโต้ท่าทีของไมค์ เพนซ์ (Mike Pence) รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่พูดว่าท้ายที่สุดแล้วคิม จ็องอึน (Kim Jong-un) จะจบชีวิตตามโมเดล (ผู้นำ) ลิเบีย ถ้าคิม จ็องอึนไม่บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ

            โมเดลลิเบียที่ว่าคือรัฐบาลสหรัฐฯ สามารถกดดันให้กัดดาฟีผู้นำลิเบียยกเลิกโครงการนิวเคลียร์แลกกับยกเลิกคว่ำบาตร แต่ในหลายปีต่อมากัดดาฟีเสียชีวิตในเหตุอาหรับสปริงที่ชาติตะวันตกมีส่วนร่วมแทรกแซง

            การตอบโต้ไปมาเช่นนี้กลายเป็นที่มาของการยกเลิกเจรจา

            ในจดหมายประกาศยกเลิกเจรจาตอนท้ายมีใจความ “คุณพูดถึงขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ แต่ของเรามีมากกว่าและมีอานุภาพสูงกว่า ผมอธิษฐานต่อพระเจ้าขอให้อย่าได้ใช้อาวุธเหล่านี้”

            เป็นอีกคำขู่และเป็นคำขู่ในบรรทัดสุดท้ายว่าสหรัฐฯ เหนือกว่าและพร้อมใช้นิวเคลียร์

          ล่าสุด เกาหลีเหนือยืนยันต้องการเจรจา แม้สหรัฐฯ จะล้มโต๊ะแล้ว ชี้ว่าการยกเลิกเจรจาแสดงให้เห็นความเป็นปรปักษ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ จึงยิ่งจำเป็นที่จะต้องมีการเจรจาสุดยอด ทั้งหมดนี้ขึ้นกับสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว

            อนึ่ง ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เกาหลีเหนือแสดงความจริงใจด้วยการทำลายฐานทดสอบนิวเคลียร์ใต้ดิน ผ่านสายตาของผู้สื่อข่าวต่างชาติกว่า 10 คน

ภาพที่เห็นไม่ใช่ความจริงทั้งหมด :

            เรื่องราวที่ปรากฏทางสื่อเป็นเพียงข้อมูล ข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งเท่านั้น มีประเด็นไม่ชัดเจนหลายอย่าง เช่น เงื่อนไขที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการมีอะไรบ้าง นอกจากให้เกาหลีเหนือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมด รวมทั้งขีปนาวุธ เป็นไปได้ว่ามีเงื่อนไขบางข้อที่เกาหลีเหนือยอมรับไม่ได้ เป็นต้นเหตุล้มเจรจา

            อีกประเด็นคือความจริงใจของทั้ง 2 ฝ่าย ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่ายุทธศาสตร์สหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนือเป็นมากกว่าสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี แต่เกี่ยวข้องกับการปิดล้อมจีน การสร้างและคงความตึงเครียดในย่านนี้

            ด้านฝ่ายเกาหลีเหนือให้ความสำคัญกับการอยู่รอดของชนชั้นปกครอง หากมีสันติภาพจริง เกาหลีเหนือจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ในระยะยาวชนชั้นปกครองจะยังคงอยู่รอดหรือไม่

            ทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ กับรัฐบาลเกาหลีเหนือต่างให้ความสำคัญกับบางเรื่องบางประเด็น แต่ละเลยการอยู่ดีมีสุขของประชาชนตัวเอง

            อดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) กล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า “ข้าพเจ้าคิดว่าประธานาธิบดีต้องพูดความจริง พูดเพื่อสร้างสันติภาพ และปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม” “ดังนั้น ความเท่าเทียมกัน สันติภาพ ความจริง และความยุติธรรมพื้นฐาน (basic justice) คือหลักศีลธรรมที่ข้าพเจ้าคิดว่า (ประธานาธิบดี) ทุกคนต้องมี”

            คำว่า “ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม” หมายถึงปฏิบัติต่อคนต่างชาติด้วย ดังที่คาร์เตอร์ยกตัวอย่างเกาหลีเหนือว่า “ควรปฏิบัติต่อคนเกาหลีเหนือด้วยความเคารพ ข้าพเจ้าคิดว่าการคว่ำบาตรที่เรากระทำต่อพวกเขาทำร้ายประชาชนที่ทุกข์ยากจากจอมเผด็จการ (ของพวกเขาอยู่แล้ว) แต่ไม่ส่งผลต่อผู้นำเกาหลีเหนือเท่าไรนัก”

ถ้าต้องการสันติภาพจริง ต้องไม่ยุติการเจรจาสุดยอด :

            ก่อนหน้านั้นประธานาธิบดีทรัมป์พูดว่าแผนปลอดนิวเคลียร์ดีต่อทั้ง 2 ฝ่ายและต่อโลก ถ้าทรัมป์คิดเช่นนี้จริงควรเดินหน้าเจรจาต่อ ไม่ยึดติดกับบางคำพูดที่ไม่สบอารมณ์ เกาหลีเหนือแม้ขู่จะใช้นิวเคลียร์แต่คงไม่กล้าทำจริงเพราะสหรัฐฯ เหนือกว่ามาก

          เช่นเดียวกับเกาหลีเหนือที่ควรเดินหน้าแผนเจรจาสุดยอด ให้อภัยการซ้อมรบระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ เพราะอย่างไรเสียถ้าไม่มีสันติภาพ การซ้อมรบจะเดินหน้าต่อไปและอาจขัดแย้งรุนแรงกว่านี้ ให้อภัยถ้อยคำรุนแรงจากรัฐบาลทรัมป์

            จะเป็นเรื่องแปลกและน่าเสียดายมากหาก “สันติภาพถูกทำลาย” เพียงเพราะพฤติกรรมบางอย่าง บางถ้อยคำ บ่งบอกภาวะผู้นำ

            ทั้งยังเกิดคำถามว่า ทั้งรัฐบาลทรัมป์กับรัฐบาลเกาหลีเหนือต้องการสันติภาพจริงหรือไม่

            กระบวนการเจรจาที่ดำเนินมาเป็นเพียงเกมอะไรบางอย่างที่ผู้นำประเทศเล่นกันใช่หรือไม่ มีผลประโยชน์ทั้งที่แอบแฝงกับไม่แอบแฝงจากล้มโต๊ะเจรจาใช่หรือไม่

            หรือแท้จริงแล้ว ทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือต่างไม่ต้องการสันติภาพจริงๆ บรรทัดสุดท้ายที่ควรคิดถึงคือผลต่อประชาชนและต่อสันติภาพโลก

            จากนี้ไปติดตามว่าจะมีการฟื้นเจรจาหรือไม่ ถ้าไม่ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

25 พฤษภาคม 2018

ชาญชัย คุ้มปัญญา

-------------------------

01 ตุลาคม 2561

ผู้ชม 1319 ครั้ง

Engine by shopup.com