ดูบทความผลลัพธ์ที่ได้จริงจากการประชุมสุดยอดทรัมป์กับคิม

ผลลัพธ์ที่ได้จริงจากการประชุมสุดยอดทรัมป์กับคิม

หมวดหมู่: เอเชีย

 แม้เป็นเพียงจุดเริ่ม มีความไม่แน่นอนอีกมาก อย่างน้อยคาบสมุทรเกาหลีเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง แต่จะได้สันติภาพถาวรหรือไม่ ประวัติศาสตร์ให้คำตอบในทิศทางว่า “ไม่”

             กระบวนการเจรจาเพื่อสร้างสันติภาพคาบสมุทรเกาหลีไม่ใช่เรื่องใหม่ มีทั้งการเจรจาพหุภาคี เช่น การเจรจาหกฝ่าย (six-party talks) การเจรจาระหว่าง 2 เกาหลีที่ประสบความสำเร็จมากๆ ที่เรียกว่า “sunshine policy”

            แต่การเจรจาทุกรอบอย่างเก่งลงเอยด้วยการปรับสัมพันธ์ชั่วคราวเท่านั้น ท้ายที่สุดมีเหตุอันต้องกลับคืนสู่ความตึงเครียดอีก เมื่อมาถึงยุครัฐบาลโอบามา เห็นว่าการเจรจาเช่นนี้ไม่เป็นประโยชน์ เป็นกลยุทธ์ของฝ่ายเกาหลีเหนือหวังจะได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายคว่ำบาตร จึงประกาศจุดยืนว่าจะไม่เจรจาอีกเว้นแต่เกาหลีเหนือไม่ยอมรับเงื่อนไขละทิ้ง ถอดถอน ยกเลิกนิวเคลียร์ทั้งหมด

            เป็นเงื่อนไขที่ทิ้งให้กับรัฐบาลชุดต่อมาคือ สมัยโดนัลด์ ทรัมป์

กลับไปเริ่มต้นนับศูนย์ :

            หากย้อนมองถอยหลังยาวๆ จะพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือมีลักษณะเป็นวงจร คือ เริ่มความสัมพันธ์ที่ดี (คำว่าสัมพันธ์ที่ดีในที่นี้หมายถึงการไม่เผชิญหน้ากัน อยู่ในความสงบหรือระหว่างกระบวนการสร้างสันติ) สู่ความตึงเครียด การยั่วยุให้ยิ่งตึงเครียด การปะทะคารม ท้าทายและเผชิญหน้า แสดงแสนยานุภาพ สถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นขู่โจมตี อาจกลายเป็นสงคราม แล้วกลับคืนสู่สัมพันธ์ที่ดีอีกครั้ง

            เปรียบเหมือนน้ำเย็นที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบเดือด (เปรียบเปรยว่าน้ำเดือด 100 องศาเซลเซียสคือเกิดสงคราม) แล้วกลับสู่อุณหภูมิปกติอีกครั้ง นับเป็นวงจรหนึ่งรอบ ก่อนที่น้ำจะเริ่มร้อนขึ้นอีก

            ครั้งนี้เริ่มต้นเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ชนะเลือกตั้ง ทรัมป์แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อเกาหลีเหนือ รัฐบาลเกาหลีเหนือโต้ตอบรุนแรง ดังที่นำเสนอในบทความก่อนว่ารัฐบาลคิมประกาศตั้งแต่ต้นปี 2017 ว่าจะทดสอบขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์หลายครั้งและเป็นจริงตามนั้น ทั้งยังยิงขีปนาวุธหลายลูกตกล้อมรอบเกาะกวมอันเป็นเขตอธิปไตยอเมริกา

            รัฐบาลทรัมป์ยอมรับว่าเกาหลีเหนือมีขีปนาวุธพิสัยไกลที่ยิงถึงแผ่นดินใหญ่แล้ว เพียงแต่ยังไม่เป็นขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์เท่านั้นเอง

            เมษายนที่ผ่านมาจู่ๆ ก็มีข่าวการเจรจาสันติภาพ ด้วยการประสานงานของหลายประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกาหลีใต้กับจีน เป็นที่มาของการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับผู้นำคิม จ็องอึน (Kim Jong-un)

            ผลการเจรจาลงเอยด้วยแถลงการณ์ร่วมที่สิงคโปร์ เดินหน้าเจรจาเพื่อสันติภาพ

            ณ จุดนี้คือการกลับมาเริ่มต้นที่ศูนย์อีกครั้ง จากน้ำที่ใกล้จะเดือดมาเป็นน้ำที่อุณหภูมิปกติ

คาบสมุทรเกาหลีคืนสู่ความสงบ (ชั่วคราว) อีกครั้ง :

            ผลของแถลงการณ์ร่วมคือ หยุดการเผชิญหน้า ระงับการยั่วยุ ฝ่ายเกาหลีเหนือแสดงความปรารถนาดีตั้งแต่ก่อนประชุมด้วยการทำลายฐานทดสอบนิวเคลียร์กับฐานปล่อยขีปนาวุธ

            2 ผู้นำจับมือพูดคุยกันด้วยดี ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวหลังประชุมสุดยอดว่า “ดีมากๆ” การหารือประสบความสำเร็จ ตอนนี้มี “สัมพันธ์ดีเยี่ยม” (Excellent relationship) กับผู้นำคิม ประกาศระงับการซ้อมรบกับเกาหลีใต้

            แถลงการณ์ร่วมระบุเป้าหมายรัฐบาลสหรัฐฯ ให้สัญญาประกันความมั่นคงแก่เกาหลีเหนือ ฝ่ายเกาหลีเหนือให้คำมั่นว่าจะยกเลิกนิวเคลียร์ทั้งหมดในคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งหากพิจารณาให้ดี แถลงการณ์ร่วมไม่ได้ระบุรายละเอียดใดๆ เกาหลีเหนือจะยกเลิกนิวเคลียร์ทั้งหมดในปีใด จากนี้อีก 1 ปี 5 ปี หรือ 50 ปี พร้อมกับที่ไม่ได้เอ่ยถึงการยกเลิกคว่ำบาตรใดๆ ทั้งหมดขึ้นกับการเจรจาในกระบวนการต่อไป

            ทั้งยังต้องตีความว่าการที่รัฐบาลสหรัฐฯ สัญญาประกันความมั่นคงแก่เกาหลีเหนือ ตีความว่าคือในทุกกรณีหรือผูกโยงกับเกาหลีเหนือปลอดนิวเคลียร์เท่านั้น

            อย่างไรเรียกว่าประกันความมั่นคงแก่เกาหลีเหนือ สหรัฐฯ มีสิทธิที่จะคว่ำบาตรด้วยเหตุผลอื่นๆ หรือไม่

            และดังที่นำเสนอในบทความก่อนว่า สรุปว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ใช่หรือไม่ มีกี่ลูกกันแน่ รัฐบาลสหรัฐฯ พร้อมจะยอมรับว่าเกาหลีเหนือปลอดนิวเคลียร์ใช่ไหม

            ที่สุดแล้วจะลงเอยได้หรือไม่ว่าเกาหลีเหนือปลอดนิวเคลียร์แล้ว

            2 สิ่งที่แน่นอน ระบอบเกาหลีเหนือยังคงอยู่รอดต่อไป อุ่นใจมากขึ้นที่ทรัมป์ลดท่าทีคุกคาม ส่วนสหรัฐฯ ยังคงกองทัพ 3 หมื่นนายพร้อมอาวุธทันสมัยครบมือในฐานทัพเกาหลีใต้ต่อไป

THAAD กับทหารอเมริกันในเกาหลีใต้ :

            ที่น่าติดตามคือสหรัฐฯ จะถอดถอนระบบป้องกันขีปนาวุธ Terminal High Altitude Area Defense (THAAD) หรือไม่ เพราะทั้งสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้อ้างว่าต้องติดตั้งระบบนี้เพื่อต้านขีปนาวุธเกาหลีเหนือ และในระยะยาวสหรัฐฯ จะค่อยๆ ลดทหารในเกาหลีใต้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันการรุกรานจากเกาหลีเหนือ 2 เรื่องนี้เป็นดัชนีบ่งชี้ว่าคาบสมุทรเกาหลีจะสงบจริงในระยาว และเกี่ยวข้องกับ 2 เกาหลีโดยตรง

            ในช่วงประชุมสุดยอดทรัมป์พูดเองว่าต้องการหยุดเกมสงคราม (war games) ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินมหาศาล แต่ทั้งนี้ขึ้นกับการเจรจา (ทั้งกับ 2 เกาหลี) แต่ ณ ขณะนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

            ถ้ามองจากมุมของเกาหลีใต้ รายงานวิจัย Korea Institute for Defense Analyses ปี 2015 ระบุว่าเกาหลีใต้ต้องใช้งบประมาณปีละ 5,000 ล้านดอลลาร์ (160,000 ล้านบาท) สนับสนุนทหารอเมริกัน 28,500 นายที่ประจำการในเกาหลีใต้ (คิดต่อหัวเท่ากับ 5.6 ล้านบาทต่อคนต่อปี)

            นับวันรัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณสนับสนุน รัฐบาลสหรัฐฯ กดดันให้เกาหลีใต้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายมากขึ้น ไม่รวมที่เกาหลีใต้เป็นผู้ซื้ออาวุธอเมริกันรายใหญ่

            จะดีกว่าไหมถ้าสามารถเปลี่ยนงบประมาณก้อนนี้ไปใช้จ่ายในทางอื่น อย่างน้อยขอให้ปรับลดลงบ้าง

เป็นนิมิตหมายอันดี :

            แม้มีคำถามมากมาย มีอีกหลายกระบวนที่ต้องดำเนินและรอดูผล แต่ไม่อาจปฏิเสธว่าการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับผู้นำคิมเป็นนิมิตหมายอันดี การเข้าสู่กระบวนการเจรจาสันติภาพย่อมดีกว่าการเผชิญหน้า การขู่จะโจมตี ทำสงคราม

            ถ้าคิดตามฉากทัศน์ที่ดีที่สุด ผลลัพธ์คือสันติภาพถาวร ถ้าคิดตามฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด จะหมายถึงสงคราม แต่โลกไม่จำต้องทำสงครามเสมอไป สงครามไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดของทุกกรณี แม้ต้องการล่าอาณานิคม ต้องการขยายจักรวรรดิ ต้องการแสดงจุดยืนว่าไม่ยอมอยู่ใต้ใคร

            ดังที่เปรียบเปรยว่าสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีเหมือนน้ำที่มักถูกต้มให้ร้อนขึ้นๆ แต่เมื่อใกล้จุดเดือดก็จะปล่อยให้เย็นลง ก่อนที่จะทำให้ร้อนขึ้นอีกรอบ นี่คือความเป็นไปของย่านนี้มาหลายทศวรรษแล้ว

            ตราบใดที่เกาหลีเหนือไม่ทดสอบขีปนาวุธรุ่นใหม่ๆ ไม่ทดลองจุดระเบิดนิวเคลียร์อีก ไม่แน่ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจปล่อยให้คาบสมุทรอยู่อย่างสงบก็เป็นได้ แต่จะเป็นอย่างนั้นได้หรือถ้ามองทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

            ส่วนจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนแต่ละประเทศมากเพียงไร คือประเด็นที่น่าขบคิด ควรเอาใจใส่ แทนคิดแต่ผลประโยชน์ของชนชั้นปกครอง พวกนายทุนกระหายสงคราม

13 มิถุนายน 2018

ชาญชัย คุ้มปัญญา

------------------------------

ประชาสัมพันธ์ :

 

 

ภาพ : ผู้นำคิม จ็องอึนแวะชมเมืองสิงคโปร์

ที่มา : http://www.rodong.rep.kp/en/index.php?strPageID=SF01_02_02&newsID=2018-06-12-0001_photo

บทความที่เกี่ยวข้อง :

เจรจาสุดยอดทรัมป์กับคิม ไม่ซับซ้อนแต่ซับซ้อน (1)

หากเกาหลีเหนือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์กับขีปนาวุธ สหรัฐพร้อมเลิกคุกคามเกาหลีเหนือ เป็นเงื่อนไขตรงไปตรงมา แต่ความเป็นไปของโลกไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่เห็น

เกาหลีกับสงครามที่ยังไม่ยุติหรืออาจไม่มีวันยุติ (2)

เป็นเวลากว่า 100 ปีที่คนเกาหลีตกอยู่ในความทุกข์ยาก ผ่านสงครามหลายครั้งที่คร่าชีวิตหลายล้านคน ถูกรายล้อมด้วยมหาอำนาจ เป็นข้อคิดว่าสันติภาพไม่ได้หาได้โดยง่ายอย่างที่คิด

 

บรรณานุกรม :

  1. (LEAD) S. Korea's cost burden for U.S. troop presence greater than Japan: scholar. (2018, May 24). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/national/2018/05/24/0301000000AEN20180524010351315.html
  2. Nathan, Andrew J., & Scobell, Andrew. (2012).China's Search for Security. NY: Columbia University Press.
  3. Trump hails 'excellent relationship' with Kim, turning historic corner. (2018, June12). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2018/06/11/politics/trump-kim-summit-singapore/index.html
  4. [US-NK Summit] Full text of the Trump-Kim joint statement. (2018, June 12). The Korea Herald. Retrieved from http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20180612000790
  5. [US-NK Summit] Reducing US troops in S. Korea ‘not part of equation’: Trump. (2018, June 12). The Korea Herald. Retrieved from http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20180612000944

-----------------------------

01 ตุลาคม 2561

ผู้ชม 1449 ครั้ง

Engine by shopup.com